แนะนำ ประวัติ ผลงาน และทัศนะ

 

 

 

 

ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์

ศาสตราจารย์ ระดัีบ ๑๑

(ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ทางการศึกษา คนที่ ๒ ของประเทศไทย)

หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเป็นผู้พัฒนาระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." (อ่านรายละเอียด)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

 

อนุกรรมาธิการอุดมศึกษา วุฒิสภา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒรธรรม วุฒิสภา

อดีต:

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองอธํิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า

ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

UNESCO/UNDP Expert (Indonesia, Sri Lanka, Maldives, Laos, Malaysia, Japan, India, Pakistan)

 

 การศึกษา

การศึกษาระดับปริญญาโท-เอกในเมืองไทยและต่างประเทศ: จุดด้อย จุดที่ควรส่งเสริม และค่านิยมที่ควรพัฒนา
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
www.chaiyongvision.com    
chaiyong@irmico.com

        แม้การศึกษาตามแนวทางตะวันตกจะเริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อคณะมิสซัง ได้ตั้ง “โรงเรียนสามเณร” ขึ้น เพื่อสอนเด็กไทยให้มีความรู้และเล่าเรียนคำสอนของศาสนาคริสเตียนนิกายแคธอลิก ทั้งได้แนะนำการเขียนภาษาไทยด้วยอักษรฝรั่ง (ดังที่พบเห็นในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ) และได้ฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคณะมิชชันนารี ได้ตั้งโรงเรียนแห่งแรกขึ้นในประเทศสยาม เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๕ (โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ถือเป็นโรงเรียนราษฎร์แห่งแรกของไทย) แต่เป็นการศึกษาภายในประเทศ ทำการสอนโดยคณาจารย์ฝรั่งและไทยในเมืองไทย นักเรียนยังอยู่ในสภาพแวดล้อมและประเพณีไทยไม่ได้ถูกย้อมค่านิยมและวัฒนธรรมฝรั่ง ส่วนการเดินทางไปศึกษาในต่างประเทศ หรือ “ไปเรียนนอก” เริ่มขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อได้มีการส่งเจ้านายและข้าราชการไปศึกษา ณ ประเทศต่างๆ ในยุโรป เมื่อสำเร็จการศึกษา ท่านเหล่านั้นก็ได้กลับมาพัฒนาจนสามารถนำประเทศชาติเข้าสู่ยุคใหม่จนเจริญรุ่งเรืองดังปรากฏในปัจจุบัน
        เมื่อเมืองไทยมีระบบการศึกษาอย่างตะวันตก การส่งนักเรียนไทยไปศึกษาในต่างประเทศ ก็มีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นค่านิยมที่คนมีเงินจะต้องส่งบุตรธิดาของตนไปศึกษาในต่างประเทศ แม้ความสนใจจะเปลี่ยนจากยุโรป ไปอเมริกา และออสเตรเลีย จนพัฒนาเป็นค่านิยมที่ว่านักเรียนนอก “โก้ หรือ ดี” กว่าการศึกษาในประเทศ
        แม้ว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยจะได้เปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกมามากว่า ๔๐ ปีแล้ว แต่ค่านิยมการไปเรียนเมืองนอกก็ยังเป็นกระแสที่ร้อนแรง ถึงกับมีการเปิดเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษในระดับโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษาและได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชน ยิ่งเมื่อมีการทำความตกลงการค้าเสรี โอกาสทางการศึกษาก็ต้องเปิดกว้างเพื่อให้การศึกษาต่างประเทศและในประเทศมีความเสมอภาคในการแข่งขันในการที่จะให้คนไทยสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ แต่ถึงกระนั้น กระแสการส่งบุตรธิดาไปเรียนในต่างประเทศก็หาได้ลดลงไม่
        เมื่อไม่นานมานี้ มีนิสิตปริญญาโทจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง มาขอสัมภาษณ์ เพื่อถามทัศนะและแนวทางที่ควรพัฒนาในการส่งเสริมให้คนไทยเรียนในเมืองไทย เพื่อลดการขาดดุลเงินตราต่างประเทศ ผู้เขียนเห็นว่า น่าจะเป็นประโยชน์จึงของสรุปมานำเสนอในบทความนี้ ตามประเด็นที่นิสิตมาขอความเห็น ๖ ประเด็น
        มีความคิดเห็นอย่างไรต่อค่านิยมการไปศึกษาต่อต่างประเทศ? การไปเรียนต่อเมืองนอกเป็นค่านิยมที่เหมาะสมกับยุคสมัยเริ่มต้นในการพัฒนาประเทศ แต่เมื่อมีผู้สำเร็จการศึกษามาเป็นจำนวนมากแล้ว เมืองไทยควรเปิดโอกาสให้ผลผลิตต่างประเทศได้มาช่วยพัฒนากำลังคนของไทยตามสภาพแวดล้อมและความต้องการของวิถีไทย
        ปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วและยังจะดำเนินต่อไป คือการที่ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ กลับมาเมืองไทยแล้ว ก็นำ “กรวด หิน ดิน ทราย” มากลบแผ่นดินไทย คือเอาศาสตร์และวิทยาการฝรั่งมาถมและกลบ “ศาสตร์ วิทยาการและเทคโนโลยี” ของไทย ดูหมิ่น ดูแคลนภูมิปัญญาไทย หาว่า ล้าสมัย จึงนับเป็นค่านิยมที่ทำให้เมืองไทยเป็น “ทาส” ทางวิชาการ วัฒนาธรรม และวิถีชีวิตตะวันตก จนลืมความเป็นไทยในที่สุด ยิ่งผู้นำประเทศ “เห่อ” ฝรั่งมากเท่าไร ก็จะดูแคลนความเป็นไทยมากเท่านั้น และมีผลต่อทัศนคติและค่านิยมของหนุ่มสาวด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย เช่น การรักนวลสงวนตัว ก็ถูกหาว่า ล้าสมัย เด็กสาวไทย จึงนุ่งน้อยห่มน้อย เผยหน้าอกและหน้าท้องโดยไม่รู้สึกอาย หรือการร่ายรำ แอ่นหน้าแอ่นหลังที่สังคมไทยเคยดูแคลนเรียก “จ้ำบ๊ะ” ก็เป็นที่นิยมของเยาวชนที่จะแสดงท่าทางรุกเร้าอารมณ์ทางเพศ และถือว่า ทันสมัยหรือ เป็น “โมเดอร์น” ไป
        แม้ว่าในระยะร้อยปีที่ผ่านมา นักเรียนนอกได้นำความเจริญมาสู่เมืองไทยเป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่ เป็นความเจริญทางวัตถุ ยังขาดการพัฒนาค่านิยมทางจิตใจที่สั่งสอนถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษ และการสร้างสำนึกที่ว่า เมืองไทยมีภูมิปัญญาที่ล้ำค่า กลับถูกหยามเหยียดด้วยกลุ่มคนที่เทิดทูนค่านิยมจากต่างประเทศ
        ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วย ต่อค่านิยมการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาไทยในระดับต่างๆ ที่สามารถให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไทยเพียงพออยู่แล้ว ยิ่งไปอยู่ต่างประเทศเมื่ออายุยิ่งน้อยเท่าใด โอกาสจะกลับมามีหัวใจและสำนึกอย่างคนไทยก็มีโอกาสน้อยยิ่งขึ้นเท่านั้น
        การศึกษาในประเทศกับต่างประเทศในระดับ ปริญญาโท และ ปริญญาเอกต่างกันอย่างไร?  แตกต่างกันมาก ในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การวิจัย และประสบการณ์วิชาชีพ
        ในเมืองไทย หลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอกเป็นหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นสำหรับคนไทย ส่วนในต่างประเทศเป็นหลักสูตรที่พัฒนาสำหรับประชาชนในประเทศนั้นๆ ดังนั้น นักเรียนนอกบางคนจึงอาจถูกเปลี่ยนพฤติกรรมให้มีความคิดอ่านแบบฝรั่งและดูถูกความเป็นไทยซึ่งเป็นเนื้อแท้ของตนเอง
        อย่างไรก็ตาม การเรียนในเมืองไทยก็ยังมีจุดอ่อนที่จะต้องพัฒนาให้ดีขึ้นหลายประการ และเป็นข้ออ้างที่ผู้นิยมไปเรียนเมืองนอกนำมาหักล้าง กล่าวคือ ยังใช้วิธีการเรียนระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือ ระดับปริญญาตรี กล่าวคือ อาจารย์บางคนทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ไปอ่าน แปล ลอกเลียนตำราฝรั่งมาสอนต่อ ส่วนมากชอบสอนด้วยการบรรยาย ไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้เอง และให้นักศึกษาทำตาม แตกต่างจากการเรียนการสอนในยุโรปและอเมริกา อาจารย์เป็นผู้คอยแนะนำ นักศึกษาต้องช่วยเหลือตัวเอง จึงเป็นการจำลองเวทีสังคมให้สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้ว
        ด้านการวิจัย มีการเปิดสอนปริญญาโท “แผน ข” ที่นักศึกษาไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ จึงทำให้ขาดเครื่องมือและวิธีการในการศึกษาค้นคว้า วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่
        คณาจารย์ในไทยบางส่วนยังขาดความสามารถในการวิจัย เพราะมีชั่วโมงสอนมาก จึงใช้เวลาส่วนใหญ่สอนหนังสือ ตอนเย็นก็ต้องสอนภาคพิเศษ เพราะมีรายได้ดี จากค่าสอนที่สูงกว่าการสอนภาคปรกติมาก จึงให้ขาดอาจารย์ที่มีประสบการณ์วิจัย ที่จะนำการวิจัยในระดับสูงในระดับปริญญาเอกที่เน้นการวิจัย (ทำวิจัย ๔๘ หน่วยกิตโดยไม่เรียนวิชาใดเลย หรือ ทำวิจัย ๓๖ หน่วยกิตและเรียนวิชา ๑๒ หน่วยกิต) ส่วนในต่างประเทศ ถือว่า การวิจัยของคณาจารย์มีความสำคัญ เพราะเป็นแหล่งที่คณาจารย์จะหาความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดให้นักศึกษาสามารถให้คำแนะนำนักศึกษาในการค้นคว้าวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        ในด้านการจัดประสบการณ์วิชาชีพหรือการฝึกงาน ในบางสาขาวิชา การฝึกงานในเมืองไทยอาจทำได้กว้างกว่าและถูกกว่าในต่างประเทศ เพราะมีหน่วยงาน สถานประกอบการที่จะไปขอความร่วมมือให้เป็นสถานฝึกงานของนักศึกษาได้ แต่สถาบันการศึกษา ก็ไม่ค่อยจัดให้มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพราะไม่มีงบประมาณ เวลาและบุคลากรที่จะคอยแนะนำ ส่วนในต่างประเทศ การเข้าร่วมในประสบการณ์วิชาชีพต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง อาจใช้เวลา และค่าใช้จ่ายและราคาแพงกว่า นักเรียนไทยจึงมักกลับมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในเมืองไทย ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น นักเรียนไทยต้องกลับมาทำงานระยะหนึ่งจึงจะได้รับปริญญา โดยเฉพาะปริญญาเอกสายสังคมศาสตร์
        เหตุใดระบบอินเตอร์ในเมืองไทยจึงไม่สามารถดึงคนไทยให้เรียนในเมืองไทยได้? ระบบการสอนโปรแกรมต่างประเทศในเมือง ที่เรียกว่า “ระบบอินเตอร์” สามารถดึงคนให้เรียนในประเทศได้เฉพาะผู้ที่มีฐานะปานกลาง ส่วนผู้มีฐานะดียังคิดว่า การส่งลูกไปเรียนจากต่างประเทศเป็นความจำเป็น เพราะจะเชิดชูหน้าตาบิดามารดาให้ทัดเทียมคนอื่น
ระบบอินเตอร์ในเมืองไทยเสียเปรียบการศึกษาจากต่างประเทศตรงที่สภาพแวด ล้อมในการเรียน ในด้านภาษาติดต่อสื่อสาร ห้องสมุด และวัฒนธรรม
        ในด้านภาษาเพื่อการสื่อสาร ในเมืองไทย โอกาสที่นักศึกษาจะได้สำเนียงภาษาอังกฤษตามภาษาแม่ค่อนข้างน้อย เพราะคณาจารย์จากอังกฤษหรืออเมริกาที่อยู่ในเมืองไทยมีจำนวนจำกัด คณาจารย์บางส่วนเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ใช้ชาวอังกฤษหรืออเมริกา ก็มักใช้ภาษาอังกฤษปนสำเนียงภาษาตนเอง เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ จีน และไทย ฯลฯ
        ในด้านแหล่งวิทยาการ เช่น ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ในยุโรปและอเมริกาจะมีความพร้อมสูงกว่าในเมืองไทย
วัฒนธรรมการดำรงชีวิตในต่างประเทศแตกต่างจากเมืองไทย และมักเห็นว่า “โก้เก๋” ดังนั้น คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี จึงมีแนวโน้มที่จะส่งบุตรธิดาไปศึกษา ณ ต่างประเทศมากกว่าในเมืองไทย
        เป็นสิทธิและความพร้อมที่บิดามารดาจะส่งบุตรธิดาไปศึกษา ณ ต่างประเทศ แต่ก็ยังเป็นประชาชนเพียงส่วนน้อย นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ ก็จะต้องเรียนในเมืองไทยอยู่แล้ว สักวันหนึ่งเราก็คงพัฒนาค่านิยมแบบไทย ที่เห็นว่า ผู้สำเร็จปริญญาโทและปริญญาเอกจากเมืองไทยดีกว่าสำเร็จจากต่างประเทศ ดังที่เป็นอยู่ในญี่ปุ่นซึ่งเป็นมานานแล้ว.
        จุดด้อยของระบบการศึกษาไทยในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก น่าจะมี ๕ ประการ คือ (๑) คณาจารย์ นิยมวิธีการสอนแบบ “สอนแล้วสั่ง” มากกว่าวิธีการสอนแบบ “สั่ง(งาน) แล้วสอน” คือ ป้อนหรือให้ความรู้ มากกว่าให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้เอง คณาจารย์บางคนชอบ “กินของเก่า” เพราะไม่ค่อยได้ทำวิจัย จึงไม่มี “วัสดุเนื้อหา”ใหม่ๆ มาสอนนักศึกษา (๒) นักศึกษา เคยชินและชอบการเรียนแบบง่ายๆ ไม่ชอบการศึกษาค้นคว้า เพราะถูกเพาะนิสัย “อ้าปากรับ” มานานในระดับมัธยมและในระดับปริญญาตรี (๓) บรรยากาศการเรียน ยังคงเป็น ห้องเรียนประถมและมัธยม หรือปริญญาตรี แม้จะเป็นการสอนระดับปริญญาโท-เอกอาจารย์บางคนก็ชอบบรรยายตลอดเวลา (๔) แหล่งวิทยาการและทรัพยากรการเรียนไม่เพียงพอ ห้องสมุดมีจำนวนไม่พอเพียง และมีหนังสือ ตำรา วารสาร จำนวนจำกัด นักศึกษาบางส่วนก็ขาดนิสัยกระเสือกกระสนศึกษาค้นคว้าหาความรู้เอง จึงทำให้นักศึกษาได้เนื้อหาสาระและประสบการณ์จากอาจารย์ในห้องเรียนมากกว่านอกห้องเรียน และ (๕) การขาดความพร้อมในด้านเครื่องมือและเทคโนโลยีการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่เปิดรับนักศึกษาตามศูนย์การศึกษา และมีคณาจารย์สัญจร ไปให้ความรู้ในเย็น ในช่วงเสาร์อาทิตย์และวันหยุด.
        มีแนวทางอะไรที่จะช่วยสนับสนุน ส่งเสริมให้นักศึกษาไทยเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกในเมืองไทย และดึงนักเรียนจากต่างประเทศกลับมาเรียนด้วย? คงต้องแก้ไขปรับปรุงจุดด้อยตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนการสอนให้มีสมดุลระหว่างความเป็นสากลและความเป็นไทย จัดงบประมาณสำหรับเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาให้พอเพียง และจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยให้สูงขึ้นเพื่อให้คณาจารย์สร้างองค์ความรู้ใหม่และสามารถนำไปสอนนักศึกษาได้สอดคล้องกับความต้องการของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาควรเน้นที่ความต้องการของประเทศ เพราะจะสามารถผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมได้ตรงกับความต้องการได้มากกว่า
        ทัศนคติของนายจ้างต่อผู้สำเร็จปริญญาโท-เอกในประเทศและจากต่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร? นายจ้างในหน่วยงานราชการและหน่วยงานธุรกิจส่วนใหญ่ก็ยังเห็นว่า ผู้สำเร็จการศึกษาในเมืองไทยมีความรู้ความสามารถไม่ด้อยกว่าผู้ที่สำเร็จจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความเป็นคนหนักเอาเบาสู้” และยินดีรับค่าจ้างต่ำกว่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษาที่บัณฑิตสำเร็จการศึกษา ในบางประเทศ มีสถาบันการศึกษาขนาดเล็กที่เรียกว่า “มหาวิทยาลัยห้องแถว” อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้คุณภาพการผลิตบัณฑิตต่างกัน อย่างไรก็ตาม ความใหญ่โตมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในชิวิต บัณฑิตต่างหากที่ต้องเป็นคนดีและเป็นคนเก่งทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าเพื่อตัวเองและพวกพ้อง เมื่อทำได้สำเร็จก็จะทำให้สถาบันการศึกษาของตนเองมีชื่อเสียงขึ้นมาด้วย
        นายจ้างที่เป็นองค์กรใหญ่ หรือองค์กรระหว่างขาติ ส่วนมากเห็นว่า ผู้ได้ปริญญาจากต่างประเทศมีความสามารถมากกว่าในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการใช้ภาษา ความใจกว้างรับงความคิดเห็นคนอื่น ความเป็นตัวเอง และความสามารถในการริเริ่มสร้างสรรค์ แน่นอนองค์กรเหล่านนี้ ก็ต้องจ้างบุคลากรด้วยเงินเดือนที่สูงขึ้น

 การวิจัย

  ธรรมะกับชีวิต

เศรษฐกิจและการเมือง

พระพุทธอุบัติภูมิ

ศิลปะวัฒนธรรม

50งานสร้างสรรค์มสธ.

ประวัติและผลงาน

ฉบับย่อ   ฉบับละเอียด

English

  

        โดยสรุปแล้ว การศึกษาที่ดีและสามารถตอบสนองความต้องการของประเทศในการพัฒนากำลังคน ควรเป็นการศึกษาที่พัฒนาหลักสูตรและโปรแกรมการศึกษาในประเทศนั้น ดังนั้นจึงควรพัฒนาค่านิยมในการศึกษาในประเทศ ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยคำนึงถึงภูมิปัญญาไทย ให้คุณค่าศาสตร์ วิทยาการ เทคโนโลยี และระบบไทยเพื่อฟื้นฟู พัฒนา สืบสาน เผยแพร่ และอนุรักษ์ให้เป็นมรดกไทยต่อไป และควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งอาจชดเชยกับงบประมาณที่สูญเสียไปในการส่งบุตรธิดาไปศึกษาในต่างประเทศ.    

ปทุมวัน  พฤษภาคม ๒๕๔๙ ๒๓.๐๓ น.  

 
FastCounter by bCentral
Created:  February, 2006

E-mail: chaiyong@irmico.com

โปรดติดตามที่นี่!!!

เสนอทัศนะทางเศรษฐกิจและการเมือง การศึกษา ธรรมะกับชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติและผลงาน การวิจัย พระพุทธอุบัติภูมิ งานสร้างสรรค์ทำให้มสธ. ฯลฯ ทุกสัปดาห์ 

[Present Positions] [Personal Information] [Educational Background] |[Professional Experience] [International Experience] [Research] [Achievement and Contributions] [Publications]  [Specializations and Interests]