|
แนะนำ ประวัติ ผลงาน และทัศนะ |
|
ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ระดัีบ ๑๑ (ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ทางการศึกษา คนที่ ๒ ของประเทศไทย) หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเป็นผู้พัฒนาระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." (อ่านรายละเอียด) อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
อนุกรรมาธิการอุดมศึกษา วุฒิสภา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒรธรรม วุฒิสภา อดีต: รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองอธํิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช UNESCO/UNDP Expert (Indonesia, Sri Lanka, Maldives, Laos, Malaysia, Japan, India, Pakistan) |
|
|
คุณธรรมจริยธรรมนักการเมือง:
เงื่อนไขความสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง
โดย
ศาสตราจารย์ ดร.
ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เมื่อวันที่
๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๑.๐๕
น.
ผู้เขียนได้รับเชิญไปออกรายการวิทยุโทรทัศน์
“การเมือง-ความหวังของประเทศไทย”
ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๙
ของอสมท.
ดำเนินรายการโดยอาจารย์สุวิช
สุทธิประภา
ในประเด็นที่เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง
มีสาระสำคัญที่ใคร่ขอสรุปมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ
๔ ประเด็น
ประเด็นแรก สาเหตุที่ประเทศไทยประสบปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมในหมู่นักการเมือง
ข้าราชการและประชาชนกันมาก
เกิดจากทัศนคติเกี่ยวกับบาปบุญและนรกสวรรค์เปลี่ยนไป
ชาวไทยได้รับอิทธิความคิดจากตะวันตกมากขึ้น
เห็นว่า
ความเชื่อของฝรั่งเลิศเลอ
ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์ของไทยล้าสมัยและงมงาย
จึงไม่เชื่อว่าทำความดีจะได้บุญ
ได้รับผลคือ
อยู่เย็นเป็นสุข
ได้เกิดในภพภูมิที่ดี
หากทำไม่ดีจะบาป
ผลที่ได้รับคือตกนรกหรือไปเกิดในภพภูมิต่ำ
ไม่เชื่อว่า
ชาติหน้ามี คิดว่า
เกิดมาชาตินี้ชาติเดียวจึงพยายามกอบโกยหาทรัพย์สมบัติใส่ตนให้มากที่สุด ประเด็นที่สอง
ผู้ที่เข้ามาเป็นนักการเมืองมีสามกลุ่ม
กลุ่มแรก
ผู้ที่หวังเป็นนักการเมืองอาชีพ
เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ประเทศชาติและประชาชน
โดยการเสียสละประโยชน์และความสุขสบายส่วนตน
ต้องการสร้างการเมืองให้มั่นคง
โปร่งใส ตรงไปตรงมา
โดยเข้ามาเป็นนักการเมืองเมื่ออายุยังน้อย
และมุ่งยึดการเมืองเป็นอาชีพ
กลุ่มที่สอง
เป็นผู้ที่เห็นว่า
เดินหน้าในสายอาชีพที่ตนเลือก
อาจไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรและเห็นว่า
การเมืองเป็นทางลัดที่จะนำตนไปสู่อำนาจ
ความมั่งคั่ง
และตำแหน่งสูง
ที่พบเห็นส่วนใหญ่เป็น
ครูและทนายความ และ กลุ่มที่สาม
เป็นนักธุรกิจ
ที่มุ่งเข้ามาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
เพื่อให้สามารถไปออกกฏหมาย
หรือเปลี่ยนแปลงกฏหมาย
เพื่อปกป้องธุรกิจของตนเองหรือกำหนดนโยบาย
เพื่อให้ธุรกิจของตนเองและพรรคพวกได้ประโยชน์
พบเห็นมากมาย ทั้งสามกลุ่มนี้
ที่น่ากลัวที่สุด
ก็คือ กลุ่มที่สาม
เพราะพวกเขามีเงินทองที่สามารถจะซื้อความนิยม
ของประชาชนที่รู้ไม่เท่าทันได้ง่าย
เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว
กิเลสทำให้ก้าวล้ำ
ริดรอนสิทธิของผู้อื่น
บางรายถึงกับโกงเอาธุรกิจของคนอืนมาเป็นของตน
นำทรัพยากรของชาติไปขายให้ต่างชาติ
ใช้เงินภาษีอากรของประชาชนไปสร้างความนิยมให้แก่ตนเอง
บางรายถึงกับเหิมเกริมจาบจ้วงเบื้องสูง
นำรัฐวิสาหกิจที่ทำเงินไปเป็นบริษัทเอกชนเพื่อที่ตนเองและพรรคพวก
จะได้เข้ามากอบโกยกำไร
ซึ่งควรจะเป็นของแผ่นดิน ประเด็นที่สาม
การศึกษาในปัจจุบันขาดการสนับสนุนให้นักเรียนมีเวลาฝึกฝนคุณธรรมจริยธรรม
เพราะนำเวลาในโรงเรียน
ไปสอนวิชาที่อาจจะไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนส่วนใหญ่
โดยเฉพาะระดับ
ประถมศึกษาซึ่งควรเป็นหลักสูตรพื้นฐาน
เพื่อเตรียมนักเรียนให้ออกไปดำรงชีวิตในสังคม
อย่างมีความสุข
แต่กลับใช้เวลาสอนวิชาการเพื่อการเรียนต่อ
ทำให้นักเรียนพร่องสำนึกคุณธรรม
เพื่อเติบใหญ่ขึ้น
ก็ขาดภูมิคุ้มกันกิเลสซึ่งเป็นไวรัสทำลายคุณงามความดี
คือ ความหลง ความโลภ
และโทสะ กล่าวคือ
หลงว่า
อำนาจคือทุกอย่าง
จึงโลภอำนาจ หลงว่า
เงินคือสิ่งสำคัญที่สุด
จึงโลภเงิน
ฉ้อราฏร์บังหลวง
เพื่อหาประโยชน์ใส่ตนเอง
เมื่อมีคนขัดขวางก็เกิดโทสะและหาทางขจัดหรือทำลาย
ดังนี้
นักการเมืองส่วนหนึ่งจึงจัดอยู่ในพวก
ที่ถูกกิเลสครอบงำ
จึงไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน
ได้อย่างตรงไปตรงมา
แนวทางแก้ไขคือ
ต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรเพื่อเน้นการฝึกฝนด้านคุณธรรม
และจริยธรรมมากขึ้น
เพราะคุณธรรมและจริยธรรมเป็นวิชาที่ต้องฝึกปฏิบัติ
มิใช่จากฟังครูสอนเพียงอย่างเดียว
ทั้งสังคมต้องเป็นเวทีสังสอน
เป็นตัวแบบที่ดีทั้งที่บ้าน
โรงเรียนและชุมชน
โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ควร
ต้องเผยแพร่ตัวอย่างคนทำความดี
มิใช่เสนอข่าวร้ายข่าวไม่ดีเพียงอย่างเดียว ประเด็นที่สี่
แนวทางแก้ไขคุณธรรมและจริยธรรม
คือ
นักการเมืองทุกคนต้องทำใจให้
“ใส”
ด้วยการครอบใจตนเอง
ไม่ให้ถูกกระทบด้วยกิเลส
คำชม หรือคำตำหนิ ต้องไม่ทำงานด้วยใจ
แต่ตั้งใจไว้ในที่อันควรเพื่อให้สมองทำงานอย่างมุ่งมั่น
แน่วแน่ มีหลักการ
เมื่อสามารถทำใจให้ใสได้แล้ว
จึงค่อยอาสามาทำงานการเมือง
หากใจยังหลง
ยังโลภและเต็มไปด้วยโทสะ
ก็ไม่ควรเข้ามาทำงานการเมือง
เพราะช่วยตัวเองก็ไม่ได้แล้ว
จะหวังมาช่วยประเทศชาติ
เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ย่อมมีแต่จะทำให้
บ้านเมืองปั่นปวน
พังพินาศไป
ทุกศาสนาสอนให้คนละชั่วและทำดี
แต่ศาสนาพุทธสอนมากกว่า
ศาสนาอื่นคือ
ทำใจให้ผ่องใส หาก
ยังทำใจให้ผ่องใส
หรือทำให้ใจใสไม่ได้
ก็เรียกว่า
สอบตกในความเป็นชาวพุทธ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า
ความหวังของประเทศไทยอยู่ที่นักการเมืองที่มีคุณธรรมจริยธรรม
ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขความสำเร็จที่สำคัญยิ่ง
หากขาดคุณธรรม
นักการเมืองที่เข้ามาได้
อำนาจรัฐกลับจะเป็นตัวถ่วงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ
กลายเป็นปลวก เป็นมอด
กัดกร่อนโครงสร้างหลักของบ้านเมือง
จนอาจพังพินาศ
สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปในที่สุด. บ้านปทุมวัน
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๐ [1] ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า |
|||
|
E-mail: |
โปรดติดตามที่นี่!!! เสนอทัศนะทางเศรษฐกิจและการเมือง การศึกษา ธรรมะกับชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติและผลงาน การวิจัย พระพุทธอุบัติภูมิ งานสร้างสรรค์ทำให้มสธ. ฯลฯ ทุกสัปดาห์ |
||
|
[Present Positions][Personal Information][Educational Background][Professional Experience][International Experience][Research] [Achievement and Contributions][Publications][Specializations and Interests] |
|||