แนะนำ ประวัติและผลงาน

                                                                       

  Webstats4U - Free web site statistics
Personal homepage website counter [Home: กลับหน้าแรก] [การศึกษา][ธรรมะกับชีวิต][เศรษฐกิจและการเมือง][พระพุทธอุบัติภูมิ] [50 ผลงานสร้างสรรค์ให้ มสธ.] [ประวัติและผลงาน]

WEB BOARD 

โปรดแสดงความคิดเห็น

๔ ตุลาคม ๒๕๕๕--ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเว้ปไซต์ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราชกำลังชี้แจงโครงการดำเนิน งานต่อคณะกรรมการจัดงาน 5 ธันวามหาราช ณ สโมสรตำรวจบางเขน โดยมี ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมลนิธิ 5 ธันวามหาราช และ ฯพณฯชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดสาหกรรม ที่ปรึกษามูลนิธิเป็นผู้ชี้แจง

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เป็นตัวแทนรับประกาศนียบัตรในนามสมาชิก สถาบันพัฒนานวัตกรรมและวิจัยการศึกษา จากผู้อำนวยการโรงเรียน Hwarang Elementary School, Seoul, Republic of Korea โดยมีอาจารย์อัศวิน นันทะแสง ผอ. สนศ
 และอาจารย์พวงผกา ทนันไชย รองผอ.สนศ.ร่วมเป็นสักขีพยาน ในโอกาสเข้าร่วมสัมมนาและเยี่ยมกิจการโรงเรียน ระหว่าง 23-26 เมษายน 2555

ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ นายกสมาคมเทคโนโลยี การศึกษาแห่งประเทศไทย รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัย บูรพา อุปนายก และรศ.ดร.อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลาขาธิการสมาคม ประชุมคณาจารย์สาขา เทคโนโลยีการศึกษา เพื่อกำหนดจุดยืนและแนวทางการจัด หลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยี การศึกษา ณ คณะครุศาสต์ จุฬาฯ เมื่อวันศุกร์ที 7 มกราคม 2554

 

 

    

 
 

 

บทความใหม่

นโยบายปิดโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก:

กระทรวงศึกษาธิการคิดรอบคอบดีแล้วหรือ?

โดย

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สาขาการศึกษา

 ผมรู้สึกสะท้อนใจที่บุตรหลานคนไทยกำลังจะเผชิญสถานการณ์เหมือนที่ผมและเพื่อนของผมเคยเผชิญเมื่อ 60 ปีมาแล้ว

เผชิญอะไรหรือครับ? 

พวกเพื่อนผมต้องเดินไปโรงเรียนเป็นระยะทางสิบกิโลตอนเช้าและเย็นเพื่อไปโรงเรียน เพราะในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียนใกล้บ้านให้เรียน

 เวลาผ่านไปเกือบครึ่งศตวรรษ สถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก โรงเรียนราษฎร์ในต่างจังหวัดปิดตัวเกือบหมดเพราะกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโรงเรียนมัธยมศึกษาระดับตำบล โรงเรียนที่ผมเรียนเป็นโรงเรียนราษฎร์ ชื่อ โรงเรียนศรีศิลปะวิทยาลัย ของ ส.ส.สมพร จุรีมาศ คุณลุงของท่านรัฐมนตรีอนุรักษ์ จุรีมาศ ก็ปิดลงเหลือแต่ระดับอนุบาล

ความสำเร็จของการวางแผนครอบครัว ด้วยการรณรงค์ของสมาคมวางแผนครอบครัวและหน่วยงานต่างๆ ประสบความสำเร็จ ทำให้อัตราการเพิ่มประชากรลดลงต่ำกว่า ระดับ ศุนย์ ผลที่เกิดขึ้น คือ เด็กที่จะเข้าโรงเรียนประถมศึกษาลดน้อยลง จึงมีการปิดโรงเรียนประถมต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานับสิบปี

หากการปิดโรงเรียนเพราะไม่มีนักเรียนเข้าเรียนก็คงไม่ว่า อะไร แต่หากยังมีนักเรียนเรียนอยู่แม้จะไม่กี่คน หากปิดโรงเรียนไปแล้ว เด็กเหล่านั้นจะไปเรียนหนังสือที่ไหน พวกเขาก็ต้องเดินทางไปเรียนในโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านเป็นระยะทางห้ากิโลเมตร สิบกิโลเมตรเหมือนสมัยที่คุณตาคุณยายเคยประสบอย่างแน่นอน

ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ด้วยผล 4 ประการ

ประการแรก  การปิดโรงเรียนขนาดเล็กเป็นการรอนสิทธิของนักเรียนที่พึงได้รับการศึกษาภาคบังคับตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ รัฐต้องให้การศึกษาอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การยุปหรือปิดโรงเรียน อาจขัดกับแนวนโยบายสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

ประการที่สอง รัฐควรจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ คือ การพัฒนานักเรียนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งความรู้และคุณธรรม ยิ่งมีนักเรียนจำนวนน้อยก็ควรให้การศึกษาอย่างดีและใกล้ชิด มิใช่เล็งประสิทธิผลคือ จำนวนนักเรียนเพียงมิติเดียว หากจำนวนนักเรียนลดลง ก็ควรจัดระบบเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กที่จะให้สามารถใช้ครูร่วมกันในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กนั้นๆ ด้วยการจัดบริการรับส่งครูเพื่อเดินสายไปสอน จะประหยัดและมีประสิทธิภาพมากกว่า จัดบริการรถรับส่งนักเรียนให้จากหมู่บ้านไปเรียนในโรงเรียนของหมู่บ้านอื่น นโยบายที่ถูกต้องคือ ต้องจัดหาครูและชุดการสอนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ครูเพียงหนึ่งหรือสองคนสามารถสอนนักเรียนได้ครบชั้นตั้งแต่ ประถมปีที่ ๑-๖ โดยไม่จำเป็นจะต้องมีครูครบทั้ง 6 ชั้นเรียน

ในขณะนี้ รัฐบาลมีนโยบายแจกคอมพิวเตอร์แผ่นให้นักเรียนป.1 และ ม. 1 แล้ว ก็สามารถบรรจุความรู้ของวิชาต่างๆ ก็ลงคอมแผ่นให้นักเรียนนำไปเรียนเองที่บ้าน จึงเป็น “ความรู้ติดตัว” ยุคใหม่ จึงไม่จำเป็นต้องปิดโรงเรียน เพราะนักเรียนยังต้องการครูที่มีชีวิต มาสอนหรือถ่ายทอดความรู้ ที่ครูแผ่น คือ คอมแผ่นหรือแทบเล็ตให้ไม่ได้

ประการที่สาม  โรงเรียนใกล้บ้านเป็นแนวนโยบายที่ทุกรัฐบาลพึงดำเนินการให้ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนและผู้ปกครอง การปิดโรงเรียนขนาดเล็กจึงเป็นการเพิ่มภาระให้นักเรียนและผู้ปกครอง ในสหรัฐอเมริกา มีโรงเรียนประจำถนน เช่น โรงเรียนถนน 32 ในนครลอสแอนเจลิส โรงเรียนถนนเฟลิส ในฮอลลิวูด ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนและผู้ปกครองไม่ต้อง

ประการที่สี่  ภยันตรรายที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนที่จะต้องเดินทางไปเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลออกไป อาทิ อุบัติเหตุที่เกิดกับรถนักเรียน โรคภัยไข้เจ็บ หรือ การลักพาตัว เหล่านี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรเสี่ยง เพราะชีวิตของนักเรียนที่สิ้นไปหนึ่งคนก็เกินที่ใครๆ แม้แต่รัฐมนตรีจะรับผิดชอบได้อยู่แล้ว

ประการที่ สี่  เป็นการทำลายน้ำใจประชาชนที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนที่ตนเคยร่ำเรียนมา เป็นเวลายาวนานที่เคยเดินผ่าน เคยเข้าร่วมกิจกรรม อยู่โรงเรียนก็ถูกปิดให้เหลือแต่ความทรงจำและภาพความรกร้างที่ขึ้นมาแทนเมื่อโรงเรียน “ตาย”ไปแล้ว

กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีและสพฐ. ควรรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ของนักเรียนที่จะได้รับผลกระทบ ของนักวิชาการ และประชาชนผู้เสียภาษีอากร ไม่ควรใช้อำนาจที่ตนมีติดสินอะไรโดยไม่ฟังเสียงของผู้มีส่วนได้เสีย

 ในอดีต ความเชื่อมั่นใจตนเองสูงของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความปั่นป่วนในแวดวงมหาวิทยาลัยมาแล้ว อาทิ เรื่องเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ในสมัยก่อนที่คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนามารับตำแหน่ง สะท้อนความคิดที่ไม่รอบคอบของรัฐมนตรีและข้าราชการที่รับผิดชอบทำให้ต้องออกเกณฑ์มาถึง ๕ ฉบับในเวลาไม่ถึงครึ่งปี เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนผู้รับคำสั่งปฏิบัติไม่ทัน  หรือ เรื่องการกำหนดขอบข่ายการบริหารงานของสพฐ. ที่รวบงานบริหารจาก ๗ กลุ่ม ให้เหลือเพียง ๔ กลุ่ม คือ บริหารทั่วไป บริหารวิชาการ บริหารงบประมาณและการเงิน และบริหารบุคลากร แล้วนำบริหารกิจการนักเรียน กิจการชุมชน และวิสาหกิจโรงเรียน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญไปรวมในบริหารทั่วไป เหล่านี้ก็ล้วนสะท้อนระบบความคิดของผู้บริหารการศึกษาของชาติที่จะมีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของประชาชนอย่างแน่นอน

จึงขอวิงวอนให้ท่านรัฐมนตรีใคร่ครวญนโยบายเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง การประหยัดงบประมาณแผ่นดินสามารถกระทำได้ในรูปแบบอื่น แต่การประหยัดที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของลูกหลานด้อยลง จะกลายเป็นบาปติดตัวท่านไปนานเท่านาน.

 www.facebook.com/chaiyong.brahmawong7

ครูกับการสร้างผลงานวิชาการเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ: ครูสร้างผลงานวิชาการเองหรือจ้างคนอื่นทำ

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

ตามที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์บางฉบับเมื่อไม่นานมานี้ ว่า  ผู้บริหารสถานศึกษาตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหาร วิทยฐานะ ผู้เชี่ยวชาญ (คศ. ๔) ภายหลังถูกจับได้ว่า ได้ลอกเลียนหรือนำผลงานคนอื่นมาใช้ ถูกสอบสวนและถูกไล่ออกจากราชการ ทำให้เสียอนาคต สร้างความอัปยศและความเสื่อมเสียแก่ตนเอง วงศ์ตระกูลและกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์แต่ทำการทุจริตเพราะต้องการได้วิทยฐานะเพิ่มขึ้นและได้เงินเดือนสูงขึ้นเดือนละ ๑๙๘๐๐ บาท

การที่ครูและผู้บริหารใช้วิธีการที่มิชอบและเป็นวิธีการสกปรกด้วยการเอารัดเอาเปรียบครูและผู้บริหารอื่นๆ เข้าสู่วิทยฐานะที่สูงขึ้นโดยไม่ออกแรงกายแรงใจ แต่ไปใช้บริการของนักวิชาการรับจ้างสร้างผลงานด้วยเงินเรือนหมื่นเรือนแสน ก็มีสาเหตุจากการได้เงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นสูงมาก คือ คศ.๓ ได้เงินเพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๑๒๐๐ บาท  คศ.๔ ได้เงินเพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๙๘๐๐ บาท (เท่ากับผู้ช่วยศาสตราจารย์และรองศาสตราจารย์ที่สอนในระดับอุดมศึกษา) คนเหล่านี้คำนวณดูแล้วว่า แม้จะจ่ายให้นักวิชาการรับจ้างเป็นเงินถึง 3-5 แสนบาท หากได้รับแต่งตั้งก็จะคุ้มและสามารถจะถอนทุนคืนได้ในเวลาเพียง 2-3 ปี แต่จะได้เงินเพิ่มหลายล้านบาทตลอดเวลาที่รับราชการ

ความคิดเช่นนี้ ระบาดไปทั่ววงการครู ที่น่าอดสูใจมากก็คือ ผู้ที่ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการ บางกลุ่มก็เป็นผู้เรียกร้องเงินจากครูที่ขอตำแหน่งทางวิชาการเสียเอง เพราะขณะนี้การประเมินตำแหน่งระดับชำนาญการพิเศษ กระจายอำนาจไปให้เขตพื้นที่การศึกษาประเมินเอง จึงเปิดโอกาสให้นักวิชาการรับจ้างบางคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประเมินตำแหน่งทางวิชาการ ถือโอกาสคอรับชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้ขอตำแหน่งวิชาการ

ผู้ประเมินส่วนหนึ่ง มีความรู้ทางวิชาการไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อผู้ขออ้างอิงสูตร หลักการและทฤษฎี โดยจากหนังสือที่เป็นแหล่งปฐมภูมิ ก็กล่าวหาว่า หนังสือเก่าไป เช่น (1) อ้างสูตร E1/E2 สำหรับทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน ควรต้องอ้างจากหนังสือระบบสื่อการสอน สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๒๑ หากค้นหาฉบับปฐมภูมิไม่ได้ก็อนุญาตให้อ้างจากฉบับทุติยภูมิ หรือตติยภูมิ เช่น เอกสารการสอนของ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ (2) การอ้าง POSCoRB ของ Uwrick & Gulick ก็ต้องอ้างเอกสารที่เผยแพร่ใน พ.ศ. 2480 (1937) และ (3) การอ้าง Gantt Chart ของ Henry Gantt ก็ต้องอ้างเอกสารที่เผยแพร่ใน พ.ศ. 2453-58 (1910-15) เป็นต้น ดังนั้นเมื่อมีการอ้างเอกสารปฐมภูมิ ก็ต้องถือว่า คนอ้างมีความเพียรพยายามที่ค้นหาฉบับดั้งเดิมได้ มิใช้ไปลงโทษและตัดสินให้ตกโดยหาว่า อ้างเอกสารล้าสมันหรือเก่าไป

การรายงานการวิจัย ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้มีตำราวิจัยใดเลยที่กำหนดให้งานวิจัยทุกประเภทจะต้องมี 5 บท งานวิจัยที่เป็นการวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา (Research and Development-R&D) ต้องเสนอเป็น 6 บท งานวิจัยเอกสาร (Documentary Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research) ก็อาจมี 7-10 บทก็ได้ แต่ก็มีบัณฑิตวิทยาลัยของบางมหาวิทยาลัย กำหนดให้รายงานการวิจัยทุกฉบับจะต้องมี 5 บท เมื่อมีผู้เสนอรายงานการวิจัยไป 6 บท ก็บังคับให้นำต้นแบบชิ้นงานที่ควรนำเสนอในบทที่ 5 ไปต่อท้ายในบทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล หรือนำไปภาคผนวก เป็นต้น

จึงเห็นได้ว่า การขอตำแหน่งทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะครู ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารของสำนักงาน กคศ. กระทรวงศึกษาธิการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ถูกนักวิชาการที่ทำตัวเป็นกาฝากหรือปลวกเกาะกินวงการศึกษาไทย ผู้มีอำนาจกำกับดูแลปล่อยให้นักวิชาการเหล่านี้ทำลายวงการศึกษาไทยด้วยการรับจ้างสร้างผลงานทางวิชาการให้ครู ศึกษานิเทศก์และผู้บริหารต่อเนื่องกันมายาวนาน เปิดโอกาสให้นักวิชาการเหล่านี้ทำลายวงการศึกษาไทยด้วยการรับจ้างสร้างผลงานทางวิชาการให้ครู ศึกษานิเทศก์และผู้บริหาร ถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติและหยาดเลือดของประชาชนผู้เสียภาษีอย่างน่าอดสูใจยิ่ง

ลองคิดดูก็แล้วกัน หากมีครูเลื่อนวิทยฐานะเป็น คศ.๓ หรือ คศ.๔ เพิ่มขึ้นปีละเป็นพันเป็นหมื่นคน ก็จะเกิดภาพลวงว่า ครูหรือผู้บริหารเหล่านี้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง คนเหล่านี้หาได้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเลย แต่ประเทศชาติได้ครูและผู้บริหารที่ไร้คุณธรรมจริยธรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าอดสูใจยิ่ง

 พวกเราจะทนให้คนเหล่านี้ เรารัดเอาเปรียบพวกเราและประชาชนไทยอีกต่อไปหรือ ถ้าเป็นเช่นนี้ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร เมื่อครูบาอาจารย์ที่สมควรจะประพฤติตนเป็นคนดี มีศีลธรรม มาประพฤติตนเป็นคนไร้คุณธรรมจริยธรรมเสียเอง

แสดงความคิดเห็นโปรดคลิ้ก

www.facebook.com/chaiyong.brahmawong7

 

วันครู-วันแห่งการสำนึกในพระคุณครูและ

วันแห่งการประเมินความเป็นครู

โดย

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

“ข้าพเจ้าขอนอบน้อมประณมกร คารวะครูอาจารย์ทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบัน มีจำนวนจะนับจะประมาณมิได้ ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาเพื่อข้าพเจ้าให้ได้เข้าถึงความเป็นปริญญาชน คือ ได้รับอริยปริญญาในทางธรรมคือ การไร้กิเลส และโลกียปริญญาในทางโลก คือ ความเป็นผู้รอบรู้ศาสตร์และวิทยาการต่างๆ”

                                                               -คำบูชาครู ในวันครู เพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต

ครู ควรตั้งจิตคารวะครูอาจารย์แห่งอดีตและปัจจุบันที่ท่านทั้งหลาย ได้นำหน้าที่ครู คือ ผู้ควรหรือเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพ หากจะให้ดีควรฟังเพลง “ครูคือใคร” ก่อนร้องเพลง “ปาเจรา...”

          ครู มาจาก คุรุ ซึ่งแผลงเป็น โครุ เคารุ เคารว คารวะ และเคารพ

          ครูจึงมิได้มีความหมายว่า “หนัก” ดังที่สอนกันในวิทยาลัยครูหรือสถานฝึกหัดครู แม้คำว่า คุรุ จะแปลว่า หนักก็ตาม แต่ความหนักของครู มิใช่ร่างใหญ่ ตัวอ้วนมีน้ำหนักมาก แต่ เป็นผู้ที่มีน้ำใจหนักแน่น อดทน อดกลั้น ข่มอารมณ์ ไม่โกรธง่าย และไม่ถูกยั่วยวนด้วยอำนาจ ความสวยงาม และเงินตรา ครูจึงมีค่าหนัก มหาศาลและหนักด้วยบารมี ดังนั้นครูจึงเป็นผู้ควรแก่การเคารพ

การคารวะเทิดทูนครู

            เราควรคารวะเทิดทูนครูเพราะเหตุใด? เพราะครูอาจารย์ของเราในอดีตและปัจจุบัน เป็นผู้ให้ความรู้ วิชาการแก่เรา ท่านจึงเป็นผู้ที่ศิษย์พึงเคารพ ศิษย์จักต้องไม่กล่าวหรือคิดหมิ่นประมาท ดูถูก ดูแคลนครูอาจารย์ของคน หากครูเป็นพ่อแม่คนที่สองของศิษย์ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ครูก็ควรเป็นพระอรหันต์ของศิษย์

            ครูทั้งหลาย ท่านต้องประพฤติปฏิบัติตนให้สมกับความเป็นพระอรหันต์ของศิษย์ เยี่ยงบิดามารดาที่เป็นพระอรหันต์ของลูก

            พ่อแม่จะทำความผิดติดคุกติดตะราง ครูจะทำสิ่งไม่ดีถูกลงโทษทางกฎหมาย แต่ความดีที่พ่อแม่ให้กำเนิด เลี้ยงดูและรับความทุกข์ยากแทนลูก ดังนั้นลูกจึงไม่มีสิทธิประณามพ่อแม่ แต่ยังต้องเทิดทูนเคารพพ่อแม่ต่อไป

            ครูก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าท่านจะผิดพลาดในชีวิตเพียงไร ท่านเป็นผู้ประสาทวิชาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่เรา เราจึงต้องเคารพ เทิดทูนครูไม่เสื่อมคลาย

            ด้วยเหตุข้างต้น เราจึงควรน้อมคารวะถึงครูอาจารย์ตลอดเวลา มิใช่รอให้ถึงวันที่ ๑๖ มกราคม ที่กำหนดว่าเป็น “วันครู” จึงจะรำลึกถึงครู

            ลูกหรือลูกศิษย์ที่ดูหมิ่นดูแคลนพ่อแม่หรือครูอาจารย์ จะไม่มีวันเจริญรุ่งเรื่องในชีวิต และไม่เคยมีตัวอย่างว่า ลูกเนรคุณ หรือศิษย์เนรคุณได้รับความเจริญรุ่งเรืองแม้แต่คนเดียว

 ครูกับการประเมินการทำหน้าที่ของตน

ทำไมครูจึงต้องประเมินการทำหน้าที่ครู

ครูต้องประเมินการทำหน้าที่ครูของตนเพื่อจะได้ทราบว่า เราได้ทำหน้าที่สมกับความเป็นผู้ควรแก่การเคารพของศิษย์หรือไม่ หรือเราทำหน้าที่ครู เพื่อเป็นแค่อาชีพเลี้ยงตนเองสืบมื้อไปวันๆ เท่านั้น

ครูจะประเมินความเป็นครูของตนเองได้ ก็ต่อเมื่อครูทราบความหมายของ การศึกษา หรือ Education และทราบความหมายของผลลัพธ์สุดท้ายที่หวังจะให้ลูกศิษย์ได้รับคือคำว่า “ปริญญา”

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า “ความไร้ราคะ โทสะและโมหะคือปริญญา” ดังนั้นเป้าหมายของการศึกษาจึงมุ่งไปที่การทำให้ลูกศิษย์เป็นผู้ไร้กิเลส นับว่า เป็นเป้าหมายสูงสุดของความหมายการศึกษาตามนัยยะแห่งพระพุทธศาสนา

ในทางตะวันตก คำว่า Education มาจากคำว่า Educare แปลว่า Draw out, bring up, pull out หมายถึง การดึงออกทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี ทั้งภายนอกและภายใน

            การดึงออกสิ่งดี ได้แก่ การดึงศักยภาพ จุดดี จุดเด่นของนักเรียนออกมา

            การดึงสิ่งไม่ดี หมายถึง ดึงขึ้นจากความชั่วความไม่ดี (Bring up)

          โดยภาพรวม คำว่า Education จึงเป็นกระบวนการอบรม สั่งสอนให้นักเรียนเป็นคนดี พัฒนาศักยภาพ จุดดี จุดเด่นของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ดึงสิ่งไม่ดีออกมาแก้ไขหรือสลัดทิ้งไป จนกว่า นักเรียนจะยกตนขึ้นอยู่ความเป็นคนโดยสมบูรณ์ (Perfect Men)

ครูควรทำอะไรในวันครู            

           สิ่งที่ครูควรทำในวันครู คือ (1) ถามตัวเองว่า เราได้ปฏิบัติตนเป็นครูที่จะให้ศิษย์ได้รับ “ปริญญา” สูงสุด คือไร้ราคะ โทสะ และโมหะ หรืออย่างน้อยก็นำศิษย์ไปสู่ “โลกียปริญญา” คือปริญญาตรี โท และเอก เพื่อให้ดำรงตนในโลกได้อย่างมีความสุข สงบ ร่มเย็นเป็นสุข ไม่ตกเป็นทาสของความโลภ โกรธและหลง และ (2) เราได้ทำหน้าที่เป็นครูในความหมายของ Educator คือ เป็นนักการศึกษาที่ทำหน้าที่อบรมเลี้ยงดูศิษย์ให้ค้นพบศักยภาพ จุดดีจุดเด่นของตนเอง หรือ ดึงศิษย์ให้ขึ้นจากความไม่ดี ด้วยการดึงจุดอ่อนออกมาแก้ปรับปรุงหรือขจัดให้หมดไป

            ดังนั้น ครูจึงควรน้อมคารวะพระคุณครูอาจารย์แห่งอดีตและถือโอกาสประเมินความเป็นครูของตนเอง ตามนัยยะที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของครูเพื่อพิทักษ์ฐานะคือ ความเป็นผู้ควรแก่การเคารพของเรา

 โปรดฟังเพลง "ครูคือใคร" 

      http://www.youtube.com/watch?v=h66ciRpDoIU

ตำราพิชัยสงครามซุนวูหรือจะสู้ตำราพิชัยซุนแม้ว

(สงครามสารขันธ์กับพม่า vs. สงครามสารขันธ์กับแม้ว)

โดย กุหลาบแดง #๒๒

ในประวัติแห่งการต่อสู้ของชนชาติสารขันธ์ที่นับเนื่องมามากกว่า 8,000 ปี ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาวสารขันธ์ได้ต่อสู้ปกป้องแผ่นดินและขยายอาณาเขตออกไปกว้างใหญาไพศาลถึง 1.2 ล้าน ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นับว่า ได้ขยายดินแดนไปมากที่สุด แต่ถูกจักรวรรดินิยมตะวันตกย่ำยีบีบคั้น เฉือนดินแดนไปเกินครึ่ง จึงเหลือเพียง 543,000 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นการสูญเสียทางกายภาพที่เป็นการสูญเสียบางส่วน แต่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่คือ การเสียเอกราชให้แก่พม่าในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และได้เอกราชกลับคืนมาด้วยพระบารมีแห่งพระนเรศวรมหาราชและพระเจ้าตากสินมหาราช สงครามสารขันธ์กับพม่านับเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดที่สารขันธ์ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศเพื่อนบ้านคือ พม่า

หลังจากได้รับอิสรภาพมาประมาณ 230 ปี ประเทศสารขันธ์ก็เกิดสงครามอีกครั้ง แต่คราวนี้ มิได้เป็นสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นสงครามระหว่างประเทศสารขันธ์กับชนชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรสารขันธ์ เป็นสงครามที่มิได้ประกาศ ไม่มีลักษณะสงครามตามนัยกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นสงครามหนาวๆ เย็นๆ แต่ใช้กลยุทธ์สงครามที่ไม่ได้บัญญัติในตำราพิชัยสงครามของอาจารย์ซุน วู ในอนาคตลูกหลานจะบันทึกประวัติศาสตร์ บทนี้ว่า สงครามสารขันธ์กับแม้ว

“แม้ว” ที่เป็นอริราชศัตรูราชอาณาจักรสารขันธ์ มิได้หมายถึงชนชาติใดหรือเผ่าใด หรือชาวเชา “เผ่าแม้ว” ที่อยู่ภาคเหนือของประเทศสารขันธ์ แต่เป็น “แม้วพันธุ์ใหม่” เป็นศัตรูเสมือนจริง (Virtual Foes) ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศสารขันธ์ แต่สามารถปลุกวิญญาณเผ่าสารขันธ์จำนวนมาก ให้เปลี่ยนไปเป็นบริวารของพวกแม้วใหม่นี้ได้อย่างแยบยล ด้วยยุทธศาสตร์การศึก ที่วิญญาณอาจารย์ซุน วู เจ้าของตำราพิชัยสงครามหากตื่นขึ้นมาจะต้องตกตะลึงเพราะลึกซึิ้ง แยบยลมาก แทบจะพูดได้ว่า "ตำราพิชัยซุนวู หรือจะสู้ตำราพิชัยซุนแม้ว"

ตำราพิชัยสงครามของอาจารย์ซุนวูแบ่งเป็น 13 บทคือ (1) วางแผน (2) ประจันหน้าข้าศึก (3) โจมตีด้วยเพทุบาย (4) กำหนดจุดยุทธศาสตร์ (5) พลาธิการ (6) จุดอ่อนจุดแข็ง (7) การจู่โจมโรมรัญ (8) ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (9) เผชิญหน้าเมือศัตรูเข้าประชิด (10) กลยุทธ์บนไหล่เขา (11) เก้าสถานการณ์ศึก (12) จู่โจมด้วยพระเพลิง และ (13) จารชน ตำราพิชัยสงครามของซุนวูมุ่งเอาชนะ แผ่นดินและอธิปไตยของชาติที่เป็นศัตรู โดยไม่มุ่งทำลายเผาผลาญบ้านเมืองที่ยึดได้

แต่ตำราพิชัยสงครามของเผ่าแม้วใหม่มุ่ง "โกงกินแผ่นดิน" เพื่อประโยชน์ของแม้วและบริวารเพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ ที่จอมทัพแม้วสามารถชี้เป็นชี้ตายโดยใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “รัฐสภา” บังหน้า “ตำราพิชัยสงครามซุนแม้ว” ประกอบด้วย ๙ บทคือ เรียกว่า "นวพิชัยนคราสวาปาม" (กลยุทธฺกินบ้านโกงเมือง ๙ ประการ) คือ

บทที่ ๑ วางแผนมหาวินาศ พึงวางแผนระยะยาวในการยึดประเทศของศัตรู ด้วยกระบวนการเพิ่มอุณหภูมิน้ำให้อุ่นจนปลาที่อยู่ในอ่างไม่รู้สึกตัว ค่อยอ่อนแรงๆ ลง เมื่อรู้ตัวว่าจะหายใจไม่ออกก็หมดแรงที่จะกระโดดออกจากอ่างน้ำร้อน จนจบชีวิตลงหมด นักรบแม้วต้องทำการวางแผนยึดประเทศให้ได้อย่างแยบยลด้วยการสร้างสมโภคทรัพย์เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง เพราะทุนทรัพย์เป็นฐานในการหาอำนาจ และจะต้องสร้างกองทัพแม้วให้เกรียงไกร

          บทที่ ๒ วาดภาพผู้โอบอุ้ม พึงใช้นโยบายผู้ใหญ่ใจดี นักรบแม้วนับตั้งแต่ระดับหัวหน้าพึง ช่วยเหลือพรรคการเมืองสารขันธ์ใหญ่น้อย ไม่เว้นว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคฝ่ายรัฐบาล ด้วยการให้เงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้งที่มีปริมาณสูงน่าประทับใจ (หลายสิบหลายร้อยล้านบาท) เพื่อสร้างหนี้บุญคุณให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับความช่วยเหลือจะได้รู้สึกสำนึกในบุญคุณนักรบแม้วต้องเป็นหรือ อยู่ในคราบนักธุรกิจ หากพรรคที่ได้ทุนอุดหนุนจากนักรบแม้วสามารถตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ พวกแมว ก็จะได้ล่วงรู้ความลับบางประการเกี่ยวกับนโยบายการเงิน หากได้ข้อมูลภายในที่สำคัญเช่นการลดค่าเงิน ก็จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะของธุรกิจตนเอง ในขณะที่ธุรกิจของคนอื่นพังพินาศ เมื่อโอกาสนั้นมาถึงจอมทัพแม้ว ก็จะใช้เงินให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว ต้องใช้อำนาจยึดบริษัทเอกชนคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม ปิโตรเลียม โรงพยาบาลของคู่แข่ง มาเป็นของตนเอง

บทที่ ๓ รัดรุมเสาหลัก นักรบแม้วพึงจมูกวัย ตาไว เสาะหาเสาหลักที่ประชาชนให้ความเชื่อถือแล้ว ส่งคนของแม้วเข้าไปรุก รุม แซกซึม ด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน จนได้รับความไว้วางใจ เกลือกกลั้ว กลมกลืนกับบุคคลแกนนำจนหลงใหลในมนตราของชาวแม้ว แล้วหาทางทำลายเสาหลักนั้น และสร้างเสาหลักใหม่คือ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแทน

บทที่ ๔ พิทักษ์ความนิยม นักรบแม้วพึงศึกษาความต้องการของประชาชนว่า ขาดอะไร ชอบอะไร แล้วให้คำมั่นสัญญา อ้างความเสมอภาค ของคนในชาติและต้องประกาศเป็นนโยบายว่า คนจนจะต้องหมดไปในแผ่นดินสารขันธ์หากพรรคเพื่อแม้วได้บริหารประเทศ และพิทักษ์รักษาความนิยมที่มีต่อพรรคแม้วมิให้เหือดหาย นอกจากนี้เพื่อปรามผู้ที่ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อแม้ว ก็จะมีมาตรการตัดการสนับสนุนด้านงบประมาณจังหวัดที่สมาชิกพรรคได้ไม่รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

บทที่ ๕ ระดมธนาธิปไตย นักรบแม้วพึงถือว่า เงินเป็นใหญ่ โดยพัฒนาระบบ “ธนาธิปไตย” เพื่อขับเคลื่อนพรรคไปสู่เป้าหมาย ด้วยการ “ซื้อเสียง” ให้พรรคแม้วได้รับเลือกเป็นพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่ เพื่อให้มีความชอบธรรมที่จะไปชวนพรรคการเมืองอื่นที่มีอุดมการณ์และนโยบายเช่นเดียวกับพรรคเพื่อแม้วเข้าร่วมรัฐบาล และจะต้องตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ เพราะหากเป็นฝ่ายค้านแล้วจะถูกบังคับให้ “อดอย่างปากแห้ง” พรรคแม้วจะต้องพัฒนาระบบ “ธนาธิปไตย” ให้ได้

บทที่ ๖ ใช้นโยบายประชานิยม เพื่อให้พรรคแม้วได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส. จอมทัพแม้ว พึงกำหนดมาตรผันความนิยมด้วยการสัญญาว่าจะนำสิ่งดีงามมาสู่ประชาชนโดยประชาชนไม่ต้องออกแรง เช่น ออกหวยบนดิน ออกหวยออนไลน์ เสนอนโยบายว่าจะเพิ่มค่าแรง เพิ่มเงินเดือน รับจำนำสินค้าเกษตรกรรมราคาสูงกว่าท้องตลาด ลดหยอ่นภาษีรถยนต์คนแรก บ้านหลังแรก ที่ดินแปลงแรก ภรรยาคนแรก ฯลฯ ตั้งกองทุนกู้ยืมประจำหมู่บ้าน หรือ ขยายเวลาระยะปลอดหนี้กับธนาคาร เป็นต้น

บทที่ ๗ ใช้อาคมฝังวิญญาณปลวก พึงสร้างสำนึกการ “กินบ้าน กินเมือง” ให้นักรบแม้ว เพราะ “การกิน” เป็นวิธีการสร้างทุนได้มากและรวดเร็ว พึงสร้างระบบทุนนิยมให้เป็นลมหายใจของประชาชน ให้เห็นความซื่อสัตย์เป็นความโง่เขลา ที่มีโอกาสได้แล้วไม่เอา สร้างค่านิยมว่า สตรีให้โอกาสแล้วไม่ทำ ไม่เป็นชาย มีโอกาส “โกง” แล้วไม่ “โกง” และมีโอกาส “กิน” แล้วไม่ “กิน” ถือว่า โง่เขลาเบาปัญญา และปลูกฝังค่านิยมแก่เยาวชนว่า "โกงไม่เป็นไร ขอให้อยู่อย่างสบาย"  ต้องหาหมอผีมาทำวิทยาคมฝังวิญญาณปลวกให้ไปสิงสู่นักการเมืองพรรคแม้วทุกคน เพราะปลวกมีธรรมชาติที่พวกแม้วสรรเสริญ คือ กินทุกอย่างที่มันอยู่อาศัย เช่น อยู่บนไม้ก็กินไม้ อยู่บนดินก็กินดิน อยู่บนต้นไม้ก็กินต้นไม้ ดังนั้น นักการเมืองที่สวมวิญญาณปลวกจึงจะสามารถกินได้ไม่เลือกว่า ไม้ ดิน หรือหิน

บทที่ ๘ สมคบพวกกังฉิน นักรบแม้วพึงเจาะเข้าไปทุกวงการคบหาข้าราชการ ทหาร ตำรวจที่เป็นพวกกังฉิน เพื่อสร้างจารชนในวงการต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ต้องให้แน่ใจว่า มีนายทหาร นายตำรวจ และข้าราชการระดับสูง อาทิ อธิบดี เลขาธิการ ผู้ว่าราขการจังหวัด นายอำเภอ  ฯลฯ และนักธุรกิจเอกชน ที่ผ่านกระบวนการแปลงวิญญาณ  เพื่อให้องคาพยพของรัฐเป็นไปตามความต้องการของพรรคเพื่อแม้วจนคุณธรรมจริยธรรมผันแปรกลายเป็นกลุ่มคนที่ ขาดสำนึก “รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด และรู้ควรไม่ควร” เพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่การโรมรัญประจันบานให้สามารถยึอและ ครอบครองประเทศสารขันธ์เป็นอันดับสุดท้าย

บทที่ ๙ เข้ายึดแผ่นดิน เมื่อพิขัยยุทธตามบทที่ ๑-๘ ประสบความสำเร็จ ชาวสารขันธ์ถูกสิงด้วยวิญญาณปลวก ก็จะอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย หมดแรงต้านทาน เพราะจมปลักอยู่ในผลประโยชน์ที่ท่วมท้น พรรคแม้วก็จะสามารถยึดแผ่นดินสารขันธ์ได้ทั้งจิตภาพและจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด ไม่ช้าก็สามารถยึดครองบ้านเมืองของศัตรูได้สำเร็จ

จะเห็นได้ว่า ตำราพิชัยสงครามฉบับซุนแม้วนี้ ลึกซึ้งและแนบเนียน โดยเอาประชาธิปไตยจอมปลอมเป็นข้ออ้าง เพราะที่จริงก็เป็นธนาธิปไตยเพราะเกือบทุกเสียงที่ได้ก็มาจากการซื้อขายเสียงทั้งสิ้น  เมื่อพวกแม้วมีอำนาจเหนือเมืองสารขันธ์ อำนาจการสั่งการก็มาจากจอมทัพแม้ว รัฐสภาแม้วก็เป็นเผด็จการรัฐสภา เพราะไม่ได้ลงมติใดๆ หรือตรา กฎหมายเพื่อประโยชน์ของชนส่วนใหญ่ แต่มุ่งทำประโยชน์ให้พรรคพวกตนเอง ไม่ผิดอะไรกับฝูงปลวกที่รับคำสั่งจากนางพญาปลวกที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือ ต่างกันแต่ว่า เมื่อนางพญาปลวกตาย บรรดาปลวกก็ตายตามไปด้วย แต่จอมทัพแม้ว แม้จะเสียชีวิตไปแล้วพวกแม้วก็ยังกินบ้านกินเมืองต่อไป มิได้ตายตกไปตามกัน.

ปุทุมวัน ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

 

สงครามระหว่างปลวกกับมดแห่งสารขันธ์

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

 ...เนินดินแห่งสารขันธ์

เนินดินแห่งสารขันธ์มีต้นไม้ใหญ่ ใบดก ครึ้ม ให้ความร่มรื่นแก่สรรพสัตว์ที่อยู่อาศัยได้แก่ สัตว์สี่เท้าสองเท้า ปลวก มดและแมลงนานาพันธุ์ สัตว์ทุกประเภทมีวิถีชีวิตตามธรรมชาติของมัน ปลวกสร้างจอมปลวก พวกมันกินเนื้อไม้เนื้อดินที่มันอยู่อาศัย มันกัดกร่อนกรวดหินดินทรายเพื่อทำรังและปราสาทปลวกใหญ่โต ขยายวงกว้าง ส่วนเหล่ามดก็ทำรังแต่พอตัวไม่ยิ่งใหญ่ อยู่บนต้นไม้บ้างหรือใต้ดินบ้าง บางกลุ่มก็สร้างรังใต้ดินจนกลาเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วเนินดิน ใต้ต้นไม้ใหญ่มีอายุหลายพันปี ต้นไม้เหล่านี้ได้ทำความร่มรื่นและให้ร่มเงาแก่สรรพสัตว์สืบเนื่องมายาวนาน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พวกปลวกเริ่มแสวงอำนาจพยายามลุกล้ำอาณาเขตพื้นที่ของมด ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มานานแสนนาน ฝูงปลวกและบริวารไชชอนดินและพยายามทำลายรากแก้ว ที่พยุงต้นไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งพักพังของมด พญาปลวกและบริวารกระทำทุกวิธีทางที่จะโค่นต้นไม้ใหญ่ให้ได้ เพราะพวกมันมองเห็นอาหารอันโอชะคือเนื้อไม้ของลำต้น กิ่ง ก้านและใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากต้นไม้ตายกลายเป็นซากหรือขอนไม้ขนาดใหญ่ พวกมันก็หวังจะได้ครอบครองกินเนื้อไม้ ขยายอาณาเขตแดนปลวกให้ไพศาล



พญาปลวก (ซ้าย) สั่งให้สมุนปลวก (กลาง) กินแผ่นดิน จนเหลือแต่ซาก (ขวา) นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจปลวกก็กัดกร่อนประเทศไทยให้ย่อยยับดุจเดียวกัน

เมื่อเห็นการรุกรานของปลวกที่มีเป้าหมายล้มล้างต้นไม้แห่งชีวิตของตน ฝูงมดไม่ยอมจึงประดาหน้าออกมาต่อต้าน บรรดาพ่อมด แม่มด และบริวารมด ซึ่งห่วงใยบ้านเมือง ก็กรูออกมาประท้วง และขัดขวางสร้างกลุ่ม"พันธมด" ขึ้น พวกมดเขียวซึ่งทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักรมดจำนวนไม่น้อยสวมผิวเป็นมดเขียว แต่เนื้อในกลายร่างเป็นปลวกไปก็ไม่น้อย

ฝ่ายปลวกก็ตั้งกองทัพ "เพื่อปลวก" สามารถรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ไม่นานก็เกิดวิกฤติ เมื่อ "พญาปลวก" ไชชอนผืนแผ่นดิน ที่เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของสรรพสัตว์ ทำให้มดที่หวงแหนต้นไม้และแผ่นดิน อดรนทนไม่ได้ จึงลุกฮือต่อต้าน เกิดการต่อสู้กันขึ้น กลายเป็นสงครามสู้รบกัน ระหว่างปลวกกับมดอย่างต่อเนื่องกันมาหลายปี เหตุเพราะพญาปลวกและบริวารปลวก ได้กัดกร่อนกินรากแก้วและแผ่นเนินดินจนเกิดจอมปลวกผุดขึ้นไปทั่ว รากต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างถูกปลวกกัดจนผุกร่อน จนบ้านเมืองจะพังทลาย พญามดเขียวตัวหนึ่งพร้อมบริวารมดสีเขียวซึ่งมีอำนาจมากว่า ก็ออกมาขับไล่ฝูงปลวกจนทำให้พญาปลวก หลบหนีออกไปนอกเนินสารขันธ์

หลังจากพญามดเขียวยึดอำนาจ การต่อสู้ก็สิ้นสุดลง พวกปลวกมุดหัวลงดิน พวกมดก็ลืมตาอ้าปากได้บ้าง เมื่อพญามดเขียวออกมายึดแผ่นดิน ทำให้ทั้งปลวกและมด สงบศึกได้พักหนึ่ง แต่พวกมดสีอื่นก็ผิดหวัง เมื่อพญามดเขียวมอบอำนาจให้ อัครมดเขียวตัวหนึ่งขึ้นครองอำนาจเป็นหัวหน้ามดแทน พี่มดตัวนี้เชื่องช้าไร้ความสามารถจึงไม่ได้กำจัดปลวกให้หมดสิ้นแต่กลับสร้างความชื้นให้ปลวกขยายพันธุ์ได้รวดรวดเร็ว อย่างคาดไม่ถึง ไม่นานเนินสารขันธ์ก็ถูกพวกปลวกรวบอำนาจและครอบครองแผ่นดินเบ็ดเสร็จอีกครั้งหนึ่ง ยังความไม่พอใจให้พวกมดและสัตว์อื่นเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้เกิดกระแสความปรองดองและการแก้กฎเนินสารขันธ์ เพื่อให้พญาปลวกซึ่งถูกพญามดเขียวขับไล่ สามารถกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของพวกปลวกได้

โดยธรรมชาติ ปลวกกับมดแตกต่างกัน ปลวกจะไชชอนกัดกินเนื้อไม้ ลังกระดาษและสรรพสิ่งที่มันอยู่อาศัย ส่วนมดจะหากินนอกรังของมัน สัตว์สองประเภทนี้จึงแตกต่างกัน หากฝ่ายหนึ่งกินบ้านกินเมือง อีกฝ่ายคงไม่ยอม มองหาความปรองดองระหว่างมดกับปลวกคงเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมดจะกลายพันธุ์เป็นปลวกไปเสียเอง เหมือนพญามดเขียวที่ยึดอำนาจไปเมื่อปี 2549 บัดนี้ก็กลายพันธ์เป็นพวกปลวกไปแล้ว พญามดเขียวตัวนี้ ภายหลังในปี 2555 ก็ถูกวิญญาณพญาปลวกสิงสู่ เกลี้ยกล่อม จนกลายร่าง เปลียนวิญญาณเป็นพวกปลวกไป อย่างอดสูใจยิ่ง (โปรดคลิกเพื่อดูวิดีโอ "สังคมมดที่รวมพลังเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวม" ด้วยความชำนาญ ร่วมใจและสื่อสารในการทำงนเป็นทีม)

อนิจจา เนินดินแห่งสารขันธ์ มีกรรมอะไรจึงทำให้ปลวกสามารถแพร่พันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเช่นนี้

หากประเทศไทย เป็นเนินดินสารขันธ์ มีนักการเมืองปลวกกินบ้านโกงเมืองคงสิ้นหวัง รูปร่างประเทศไทยก็คงกลายเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่ จะยังเหลือนักการเมืองมดที่จะคอยคานพลัง "ธนาธิปไตย" ของนักการเมืองอยู่บ้างหรือไม่ ประชาชนไทยที่ห่วงใยบ้านเมือง จะไม่พยายามช่วยกันกำจัดนักการเมืองปลวกให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทยเลย หรืออย่างไร?

บ้านปทุมวัน

10 พฤษภาคม 2555 

อาจารย์ใหญ่-อุทิศกายไว้ ให้เป็นครู

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยงค์ พรหมวงศ์

                 “หมื่นตำรามิอาจเปรียบเทียบหนึ่งร่าง  หนึ่งชีพสร้างคุณค่ามหาศาล แม้แตกดับล่วงลับไปตามกาล    กายช่วยสานการแพทย์ให้ก้าวไกล”   (คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

              กลอนข้างตันเป็นส่วนนำของบทความ “อาจารย์ใหญ่” ของอาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์ ครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนอนุบาลวัดนางใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ผู้เขียนอ่านแล้วประทับใจในกุศลจิตของ ดร.กรกมลฯ ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อให้เป็นครูของนักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์หลังจากละโลกไปแล้ว แม้อาจารย์ ดร. กรกมลฯ จะไม่มีโอกาสอุทิศร่ายกายให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เพราะอยู่นอกเขตรับ แต่ก็สมปรารถนาเมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รับร่างกายไว้ ยังความปลื้มปีติแก่ ดร.กรกมลฯ เป็นอย่างยิ่ง  

             อานิสงค์แห่งการมอบร่างกายเพื่อเป็นแหล่งความรู้มี ๕  ประการ

             ประการแรก การให้ความรู้เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีใดเทียบ"ธรรมทาน" ร่างกายที่บุคคลสละความยึดมั่นในตัว (ร่าง) ของตน และมอบให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาถือว่า เป็นการให้ธรรมทาน

             ประการที่สอง เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีวิญญาณครอง แม้ตายไปแล้ววิญญาณก็ยังตามติดเนื้อหนังที่เซลล์ของเขาติดอยู่ และ จะผละไปอย่างโกรธแค้น ขุ่นเคืองจนกว่าร่างจะถูกเผา ร่างกายมนุษย์มีเซลล์จำนวน 60 ล้านๆ เซลล์จึงมีวิญญาณครองกว่า 60 ล้าน ล้านชีวิต การมอบร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่จะทำให้วิญญาณน้อยใหญ่ที่ครองเซลล์ได้รับพลังชีวิตคือ พลังบุญ เพื่อขับเคลื่อนพวกเขาให้ไปสู่ภพภูมิที่ สูงขึ้น ผ่านพ้นสภาวะบีบคั้นที่ยากจะทน (ทุกข์) ในโลกของโอปปาติกะที่ต้องเฝ้าเรือนร่างของตนจนกว่าจะได้รับการฌาปนกิจ พระจึงแนะนำให้ขออโหสิกรรมเนื้อ ปลา ไก่ หมู กุ้ง ปู ฯลฯ ที่เป็นอาหารและถวายแด่พระพุทธองค์ก่อนที่จะรับประทาน 

             ประการที่สาม ความสำเร็จจากการได้อุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ จะยังความปลื้มปีติให้เกิดแก่ผู้ให้อย่างมหาศาล และจะเป็นต้นทุนที่จะหนุนให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่สมถกัมมัฏฐานจนถึงวิปัสสนากัมมัฏฐาน และน้อมนำจิตให้หันเข้าสู่ทางด่วน (คือ "ทางสายเอก" เพราะเป็นเพียงสายเดียวที่จะไปสู่ความหลุดพ้นจากการเวียนวายตายเกิด) ที่จะนำไปสู่อวกาศของจักรวาลคือพระนิพพาน

             ประการที่สี่ ญาติมิตรและผู้อยู่รอบข้างย่อมอนุโมทนาและได้รับบุญไปด้วย จะเป็นตัวอย่างสำหรับการประพฤติปฏิบัติตามในการที่จะไม่ "ติดตัว" คือหลงใหลในความงามความหล่อของตนเหมือนติดหนังติดละคร เพราะสุดท้ายก็จะได้พบเห็นจุดจบเดียวกันคือร่างกายที่เน่าเปื่อยผุพัง ไม่สามารถดำรงอยู่นิรันดร

             ประการสุดท้าย พิธีพระราชทานเพลิงศพที่นิสิตนักศึกษาจัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้ จะเป็นแหล่งบุญก้อนใหญ่ที่จะช่วยขับเคลื่อนวิญญาณ (ตะนะ=ตน )ของอาจารย์ใหญ่ไปสู่สุคติ เมื่อหลุดพ้นไปสู่พระนิพพาน ใจและกายนำไปไม่ได้ แต่ "ตะนะ" ที่เรียกกันว่า "วิญญาณ" เท่านั้นที่จะดำรงอยู่ในอายตนะนิพพานได้โดยไม่แปรปรวน ไม่กำเริบ ไม่แตกดับ มีความจีรัง ดังพระพุทธวจนะที่ได้ตรัสไว้

             ดังนั้น การมอบร่างกายให้ทำหน้าที่เป็นครูผู้ไร้ชีวิต แก่นิสิตนักศึกษาจึงเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง

             ผู้เขียนเห็นว่า บทความเรื่อง "อาจารย์ใหญ่" ของ ดร.กรกมล เหมทานนท์ จะทำให้ท่านผู้อาจได้ข้อคิดที่ดี และอนุโมทนาบุญกับกุศลจิตของอาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์ จึงขอนำเสนอ ณ ที่นี้

                ขออัญเชิญพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธชินราช (พระพุทธเจ้าองค์ปฐม) พระพุทธทีปังกร และพระพุทธโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาวคริสเตียนและชาวมุสลิมประทานความคุ้มครองแก่พวกเราทั้งหลายให้ผ่านอุทกภัยใหญ่หลวงโดยทั่วกัน

โปรดคลิ้กเพื่ออ่านบทความของ อาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์  

ขอเชิญชมสารคดีชุด "กบในกะลา" ชุดรายการ "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ไร้ชีวิต" 

ดำเนินรายการโดยคุณดวงธิดา นครสันติภาพ และคุณประธาน อิงคนินันท์ 

โปรดคลิกที่ภาพเพื่อชมวิดีโอรายการ กบในกะลา" ชุดรายการ "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ไร้ชีวิต" 

 

 แม้จะมีกรรมทำให้เกิดเป็นสุนัข แต่ก็ยังมีใจรักในการปฏิบัติธรรม  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คำทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดในประเทศไทยโดยหลวงพ่อฤษีลิงดำ (อ่านต่อโปรดคิด)

 น้ำท่วมไทยอาเพทภัยจากกรรมที่คนทำต่อแผ่นดิน (อ่านต่อโปรดคิด)

คุณลักษณะที่ยิ่ง ๑๐ ประการ สำหรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยที่ชื่อยิ่งลักษณ์-   (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ฯพณฯ สุวิทย์ คุณกิตติ-วีรบุรุษสงครามปกป้องบริเวณเขาพระวิหาร จากการรุกล้ำอธิปไตยของเขมร (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ภาพพจน์นักการเมืองไทย-ไม่มียุคใดเสื่อมทรามถูกเปรียบเปรยเป็นสัตว์เหมือนยุดนี้ (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การยกเลิกกฎหมายละเมิดพระมหากษัตริย์-ทำเพื่อใคร อะไรอยู่เบื้องหลัง (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

แนะนำระบบการศึกษาไร้พรมแดน  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

Bangkokthonburi's Borderless Education System: A Brief Introduction  (English Please Click)

เสรีภาพทางวิชาการ-มีมากมายถึงกับจะพูดเข้าข้างศัตรูของชาติและท้าทายกฎหมายเชียวหรือ? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ฝันไปเถอะ ทั้งชาติก็ไม่มีวันเป็นจริง!!! (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การสลายพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสันติ-ไม่กลัวการนับถอยหลัง ไปสู่จุดจบของรัฐบาลหรือ? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกับการรักษาอธิปไตยของชาติ-สมคบกันเข้าข้างเขมร อย่างน่าสลดใจที่สุด! (อ่านต่อโปรดคลิ้ก) ! (อ่านต่อโปรดคลื้ก)

ดินแดนไทยติดชายแดนเขมรที่เป็นค่ายอพยพของสหประชาชาติ ไทยปล่อยให้เขมรเข้ามาครอบครองตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ได้อย่างไร?(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง-ความคิดชวนตำหนิ ของผู้บริหารประเทศที่หลงใหลฝรั่งจนลืมความเป็นไทย (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง: กรณีพิพาทเขาพระวิหาร-ข้อเท็จจริงที่ทำไม เขมรจึงปกป้องบันทึกความเข้าใจ พ.ศ.2543- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คุณธรรม: คารวะ "แม่" แห่งแผ่นดินไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คุณธรรม: โสฬสมาตาคติ: ข้อควรรำลึกถึงพระคุณแม่ 16 ประการ- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "คำถามค้างใจกรณีไทยเกือบจะเสียดินแดนรอบ เขาพระวิหาร-เป็นเพราะความไม่สนใจปัญหา ความหวาดกลัว หรือความไม่ไวต่อสถานการณ์ของรัฐบาล"- .(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง การล้มเจ้าล้มสถาบัน-เหตุอันควรประท้วงดวงวิญญาณบรรพบุรุษ "เสื่อผืนหมอนใบ"ที่เข้ามาพึ่งพระโพธิสมภารแต่ปล่อยให้ลูกหลานเนรคุณเจ้าของแผ่นดิน"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง  "ลักษณะสำคัญของการศึกษาที่เมืองไทยหลงทางมากกว่าร้อยปี" - (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "คุณธรรมนำการปรองดอง-เพียงยึดหลักนิติรัฐ ความปรองดองจะเกิดขึ้นในบ้านเมือง"  (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ)

การศึกษา "การศึกษาระดับปริญญาโท-เอกในเมืองไทยและต่างประเทศ: จุดด้อย จุดเด่นที่ควรส่งเสริมและค่านิยมที่ควรพัฒนา"- (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ) 

ธรรมะกับชีวิต "ฮวงจุ้ยที่" ไหนจะสู้ "ฮวงจุ้ยใจ": ความหลงผิดในศาสตร์ลมและน้ำของจีน  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การบ้านการเมือง "5 อย่า"เพื่อความอยู่รอดของชาติ: อย่ายุบสภา อย่าปรองดองกับคนไม่ดี อย่านิรโทษกรรมคนทำชั่ว อย่าเกรงใจนักการเมืองเห็นแก่ตัว และอย่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ) 

ธรรมะกับชีวิต  ความรักของนกกระจิบ-ข้อเตือนใจคนที่ควรเอาเป็นตัวอย่าง (คลิ้กเพื่อดูภาพและคำบรรยาย)   

บทความในอดีต

การเมือง  "พฤษภามหาวินาศ-ความอาฆาตแค้นเผาผลาญบ้านเมือง จนวายวอด  ปรากฏการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเมืองพระพุทธศาสนา"- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "ถางไร่มะเขือเทศ--ขจัดตำรวจสีกากีใส้แดงสิ่งแรกที่ต้องปฏิรูป อย่างเร่งด่วน?"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)    

การเมือง  "ขี้แพ้ชวนตี แทนที่จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว-นักการเมืองหลงยุค หลับไหล เข้าข้างตนเอง ไม่สำนึกว่า ตนก็อาจมีส่วนสนับสนุนพวกก่อการร้ายมีโทษถึงประหาร" (อ่านต่อโปรดคลิ้ก) 

การเมือง สื่อต่างชาติกระชากหน้ากาก"ไอ้โม่งดำ"--กาฬเทพปกป้อง กลุ่มผู้ก่อการร้าย เสื้อแดง--(อ่านต่อโปรดคลิ้ก) 

การเมือง  เป็นสภาเถื่อนไปแล้วหรือจึงยอมให้เป็นเวทีซักฟอกความชั่ว บิดเบือนความจริง และตลบแตลงอย่างน่าแขยงที่สุด? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ยุบสภา-ยุบทำไมยุบเพื่อใคร? #14

กบถแดง ผู้ก่อการร้าย สื่อและนักวิชาการซาละเปาใส้ถ้่วแดง ตำรวจมะเขือเทศกับทหารแตงโม: โรคร้ายและปัจจัยวิบัติแห่งแผ่นดินที่ต้องขจัด ผ่าตัดอย่างรีบด้วย

ชาวบางระจันยุคไซเบอร์-ทางออกของแผ่นดิน ที่จะเอาชนะกบถแดงที่มุ่งล้มล้าง ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  

สดุดีดวงวิญญาณวีรบุรุษทหารหาญ ผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้กับพวกก่อการร้าย และพวกกบถต่อรัฐ เพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์และแผ่นดินไทย  #15

หลั่งเลือดทาแผ่นดินและสาบแช่งผู้อื่น ไม่กลัวคำสาปจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองหรือ? #13

มีนาคม 2553--"มีนามหาวิปโยค" หรือ "มีนาสร่างโศก" แห่งแผ่นดิน #13A ปีเสือ 2553 ขอให้เป็นปีวิบัติแห่งคนชั่วที่โกงชาติโกงแผ่นดิน  (โปรดคลิ้ก)#12

เจ้ามูลแม้ว-พม่าหรือเขมรกลับชาติมาเกิด? (โปรกดคลิ้ก)

ช่วยคนชั่วกลับครองอำนาจหรือเดินสายขายชาติ?ช่วงเข้าพรรษาตรงกับประเทศไทย หรืออินเดีย?-ปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนา เป็นของชาติใด?

ในอินเดียหรือเนปาลแต่เกิดในประเทศไทย (ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ)

สังคมการเมืองไทย:สังคมวิกฤตคุณธรรม

สังคมเมืองสารขัณฑ์สับสนอับจนคุณธรรม:ผู้นำ ผู้ตามไร้วุฒิภาวะและสามัญสำนึกหรือไม่?คุณธรรมจริยธรรมนักการเมือง: เงื่อนไขความสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง   

มติหวยบนดิน:ตราบุญหรือตราบาปของรัฐสภา?  

วปอ.กับงานป้องกันราชอาณาจักร: บัณฑิตได้ทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักร์แล้ว หรือยัง?

"ยุติการชุมนุม-แกนนำมอบตัว ชัยชนะของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การ ฟื้นฟูบ้านเมือง" (อ่านต่อโปรดคลิก)                                                                                         

"แผ่นดินของพ่อ"--วาทะจรรโลงใจ ท่ามกลางความวุ่นวายในแผ่นดิน (อ่านต่อโปรดคลิ๊ก)

"การประกาศสลายผู้ชุมนุม-ล้มเหลวซ้ำซาก จนสุดจะทน"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                              

ปรองดอง ร้องขอหรือง้องอน-แนวคิดผิด กระบวนการไม่ถูกต้อง เงื่อนไขไม่ครบ จะสำเร็จได้หรือ?  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                                              

"เส้นทางปรองดอง-นายกรัฐมนตรีขาดภาวะผู้นำ ละทิ้งหลักการที่จะไม่ยุบสภาภายใต้แรงกดดัน และหันหลังให้ประชาชน ผู้สนับสนุนอย่างไม่แยแสหรือไม่?" (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบก (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ชาวบางระจันยุคไซเบอร์-ทางออกของแผ่นดิน ที่จะเอาชนะกบถแดงที่มุ่งล้มล้าง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                            

ฝ่ายชั่วกับฝ่ายดี ดูจากสีจะแยกได้หรือไม่?(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

 www.chaiyongvision.com email: chaiyong@irmco.com 

เว้ปไซต์นี้ เสนอทัศนะทางเศรษฐกิจและการเมือง การศึกษา ธรรมะกับชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติและผลงาน การวิจัย พระพุทธอุบัติภูมิ งานสร้างสรรค์ทำให้มสธ. ฯลฯ ทุกสัปดาห์    ทัศนะที่นำเสนอในเว้ปไซต์นี้ เป็นของ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ไม่จำเป็นต้องสะท้อนองค์กรที่เคยสังกัดหรือกำลังสังกัดในปัจจุบัน

พุทธอุบัติภูมิ Buddha's Birthplace  

 

  อ่านตำนานเมืองร้อยเอ็ดใหม่ โปรดคลิ้ก

WEB BOARD โปรดแสดงความคิดเห็น

ใบประกาศเกียรติคุณผลงานศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Who's Who in the World (Twenty Seventh Edition 2010) โดยความเห็นชอบของ  Marquist Who's Who Publication Board สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้ที่สร้างผลงานทางวิชาการ และวิชาชีพดีเด่น และได้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ ต่อความเจริญของสังคม

 Webstats4U - Free web site statistics
Personal homepage website counter

 

ประวัติและผลงาน

ฉบับย่อ      ฉบับละเอียด พรรณนาประวัติ ผลงานและทัศนะ

 

คติประจำใจ:

"ปราศจากความพยายามที่ทุรนทุราย จะหาความเป็นเลิศ มิได้เลย"

รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาทางไกล

ประธานผู้บริหาร (Chief Executive Officer-CEO)

วิทยาลัยการศึกษาไร้พรมแดน

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

อดีต:

ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ในชุดครุยผู้บริหาร มสธ.นึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชและเป็นผู้พัฒนา ระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมการ (Dhammakaya Open University-DOU), Asuza, California (2001)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

อนุกรรมาธิการอุดมศึกษา วุฒิสภา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒรธรรม วุฒิสภา

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองอธํิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า

ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

UNESCO/UNDP Expert (Indonesia, Sri Lanka, Maldives, Laos, Malaysia, Japan, India, Pakistan)

 

 

บทความเก่า 2549-51

ประชาธิปไตยเมืองไทยแบบพรรคเดียว กำลังละม้ายสถานการณ์อดีตเผด็จการประชาธิปไตย ของอินโดนีเซีย 

“เศรษฐาณานิคม”: วิวัฒนาการการล่าอาณานิคมจาก“อิสต์อินเดีย” ของอังกฤษในยุคเดิม มาเป็น“เทมาเสก”ของสิงคโปร์ในยุคโลกาภิวัฒน์  

 ดร.ทักษิณเก่งจริงหรือมีอะไรเป็นปัจจัย เกื้อหนุน- -บุญวาสนา ความสามารถ โอกาส หรือการผู้ขาด?   

สาระสำคัญที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ: สาระที่อาจต้องใช้อำนาจตามมาตรา 7เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมือง    

คุณลักษณะ ๑๐  ประการสำหรับผู้นำประเทศ   

ผู้ว่าซีอีโอ-ความสับสนในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ระหว่างการบริหารราชการกับการบริหารราชกิจ

วิกฤตค่านิยม--สามเหรียญ สามค่า สาเหตุแห่งความขัดแย้งความเก่งกับความดี ความร่ำรวยกับความพอเพียง และความรักปกป้องตนเองกับพวกพ้อง กับความรักปกป้องชาติ