แนะนำประวัติและผลงาน

                                                                       

  Webstats4U - Free web site statistics
Personal homepage website counter [Home: กลับหน้าแรก] [การศึกษา][ธรรมะกับชีวิต][เศรษฐกิจและการเมือง][พระพุทธอุบัติภูมิ] [50 ผลงานสร้างสรรค์ให้ มสธ.] [ประวัติและผลงาน]

WEB BOARD 

โปรดแสดงความคิดเห็น

๔ ตุลาคม ๒๕๕๕--ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเว้ปไซต์ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราชกำลังชี้แจงโครงการดำเนิน งานต่อคณะกรรมการจัดงาน 5 ธันวามหาราช ณ สโมสรตำรวจบางเขน โดยมี ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมลนิธิ 5 ธันวามหาราช และ ฯพณฯชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดสาหกรรม ที่ปรึกษามูลนิธิเป็นผู้ชี้แจง

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ เป็นตัวแทนรับประกาศนียบัตรในนามสมาชิก สถาบันพัฒนานวัตกรรมและวิจัยการศึกษา จากผู้อำนวยการโรงเรียน Hwarang Elementary School, Seoul, Republic of Korea โดยมีอาจารย์อัศวิน นันทะแสง ผอ. สนศ
 และอาจารย์พวงผกา ทนันไชย รองผอ.สนศ.ร่วมเป็นสักขีพยาน ในโอกาสเข้าร่วมสัมมนาและเยี่ยมกิจการโรงเรียน ระหว่าง 23-26 เมษายน 2555

ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ นายกสมาคมเทคโนโลยี การศึกษาแห่งประเทศไทย รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัย บูรพา อุปนายก และรศ.ดร.อรจรีย์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลาขาธิการสมาคม ประชุมคณาจารย์สาขา เทคโนโลยีการศึกษา เพื่อกำหนดจุดยืนและแนวทางการจัด หลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยี การศึกษา ณ คณะครุศาสต์ จุฬาฯ เมื่อวันศุกร์ที 7 มกราคม 2554

 

 

    

 
 

 

บทความใหม่

 

จดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้า คสช. เรื่องการปฏิรูปการศึกษา

 รื่อง เสนอแนะแนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทย

เรียน ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) 

ด้วยกระผม ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ สายการศึกษา นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย ในนามสมาชิกที่เป็นคณาจารย์และนักการศึกษาไทยมีความห่วงใยคุณภาพการศึกษาของชาติเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นคุณภาพการศึกษาที่ต่ำลง อาทิ ผลการสอบของนักเรียนทุกระดับชั้น สอบตกเกือบทุกกลุ่มสาระและทุกวิชา และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำอยู่ในระดับ ๘ ของประชาคมอาเซียน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษามากเป็นอันดับต้นๆ ของงบประมาณที่จัดให้กระทรวงทะบวงกรมต่างๆ พวกเราเชื่อว่า คุณภาพการศึกษา เป็นรากฐานการพัฒนาคุณภาพการเศรษฐกิจการเมืองและการปกครองของประเทศ หากเราไม่ทำอะไรเลยในภาพรวมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะน่าเป็นห่วงมาก เพราะกระทบกระเทือนกับความมั่นของของชาติอย่างแน่นอน

กระผมจึงขออนุญาตเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ๑๕ ประการเพื่อให้ ฯพณฯ ท่านสั้งการให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาพัฒนาการศึกษาของชาติให้ดีขึ้นดังนี้

ประการแรก ปรับและทบทวนกฎหมายการศึกษาและระบบการศึกษาระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและความเจริญก้าวหน้าของโลก ให้มีสมดุลระหว่างการศึกษาเพื่อเสริมสร้างลักษณะความเป็นไทย และวิถีไทย และความเป็นสากล กำหนดให้สถานศึกษา สถาบันอุดมศึกษา และเขตพื้นที่ตราธรรมนูญและระบบการศึกษาของตนเองเพื่อเป็นกฎหมายรองจากกฎหมายหลัก และมีการพัฒนาแผนแม่บทวิชาการนำแผนแม่บทการบริหาร โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่บรรจุสารบัญญัติตามแบบตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาในหลายหมวดหลายมาตรา ทำให้ไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นดีและเป็นคนเก่ง จนทำให้ประเทศชาติเดือดร้อนจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่น่าอัปยศที่สุดในประวิติศาสตร์ไทย

 ประการที่ ๒ ปฎิรูประบบฝึกหัดครูของวิทยาลัยครู คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ โดยเน้นครูมืออาชีพที่คัดเลือกผู้ที่มีความถนัด มีสถิติปัญญา และทัศนคติ ความเป็นครู เน้นการเป็นครูอย่างมีระบบ โดยมีเงินเดือนและค่าตอบแทนครูสูง และช่วยเหลือให้ครูปลดหนี้ตนเอง และทบทวนระบบการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของครูในสถานศึกษาที่เน้นการสอนเป็นหลัก มิใช่ให้ครูสร้างผลงานในแนวเดียวกับการเข้าสู่ตำแหน่งของคณาจารย์มหาวิทยาลัย

 ประการที่ ๓ ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับการศึกษาที่เน้นความเป็นไทย ไม่ลอกเลียนแบบจากต่างประเทศโดยยึดหลักการพัฒนาเนื้อหา “สาระไทย” ควบคู่ไปกับ “สาระเทศ” เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้เติบใหญ่เป็น “คนไทย” ที่มีสำนึกและภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีความรู้ในประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะถิ่นกำเนิดศาสนาและวัฒนธรรมของโลก ภาคภูมิใจในขบบธรรมเนียม ประเพณี วิถีไทย ศาสตร์ วิทยาการ เทคโนโลยีและความเป็นไทย

 ประการที่ ๔ กำหนดสมดุลระหว่างหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรท้องถิ่น และหลักสูตรโรงเรียน ปรับเนื้อหาสาระในหลักสูตรแกนกลางให้เน้นสมดุลระหว่างสาระไทยและสาระเทศในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา สร้างสำนึกรู้ดี รู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร มีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นพลเมืองดี ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ตระหนักในสิทธิและหน้าที่ตนในระบอบประชาธิปไตย ประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองและพัฒนาการประชาธิปไตย และปรับปรุงทักษะทางอาชีพและทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21

 ประการที่ ๕ พัฒนาระบบการศึกษาระดับสถานศึกษาและเพิ่มทางเลือกในการศึกษาระดับพื้นฐาน การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และการศึกษาในบ้าน (Home Schooling)

 ประการที่ ๖ ทบทวนการจัดเขตพื้นที่การศึกษาที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน เน้นการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนประจำหมู่บ้านหรือโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยการใช้เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาช่วยในการจัดการศึกษา อาทิ การใช้คอมพิวเตอร์แผ่นหรือแท็บเล็ตเป็นแหล่งความรู้ติดตัว แทนการปิดโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของนักเรียนและผู้ปกครอง

 ประการที่ ๗ พัฒนาระบบการบริหารและการจัดการให้เป็นสากล ครอบคลุมการบริหาร ๗ ขอบข่าย ได้แก่ การบริหารทั่วไป การบริหารวิชาการ การบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา การบริหารบุคลากร การบริหารเงินและงบประมาณ การบริหารกิจการชุมชน และการบริหารวิสาหกิจสถานศึกษา

 ประการที่ ๘ พัฒนาระบบการเรียนการสอน และระบบการประเมินที่เป็นของไทย แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เช่นระบบการสอนแบบอิงประสบการณ์ ที่เน้นให้เยาวชนไทยได้เผชิญประสบการณ์ในการคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ไม่เน้น “การเรียนรู้” แต่ส่งเสริมให้มีการเรียนคิด เรียนทำ เรียนแก้ และพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้เด็กไทยเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด และรู้ควรไม่ควร

 ประการที่ ๙ พัฒนาระบบและขยายการศึกษาพื้นฐานครบวงจร ด้วยการสร้างศูนย์การเรียนชุมชนประกอบด้วยสถานเด็กเลี้ยงดูอ่อน ปฐมวัยศึกษาหรืออนุบาล เพิ่มจากประถมศึกษาใoระดับท้องถิ่น เพื่อลดภาระของผู้ปกครองและแก้ปัญหาโครงสร้างประชากร สร้างห้องสมุด 24 ชั่วโมงสำหรับการเรียนรู้ในชุมชน พัฒนารูปแบบโรงเรียนสามภาษา คือ ภาษาไทย อังกฤษ จีนหรือภาษาอื่นในชุมชนที่มีความพร้อม

 ประการที่ ๑๐ ส่งเสริมบทบาทการจัดการศึกษาของภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะในท้องถิ่น และลดบทบาทของภาครัฐให้เน้นการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนฝั่งผู้เรียน (Demand-Side Subsidy) เช่น ผ่านกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เพื่อสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัย

 ประการที่ ๑๑ เน้นการจัดการศึกษาแบบอิงประสบการณ์ ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากกว่าการศึกษาแบบอิงเนื้อหาจากการสอนแบบบรรยายโดยยกระดับอาชีวศึกษาและเทคนิคศึกษา(Technical & Vocational Education) ให้เป็นสายหลักคู่ขนานกับสายสามัญในการพัฒนาประเทศ สามารถพัฒนาอาชีวะและเทคนิคศึกษาถึงความเป็นเลิศ ทั้งทางวิชาการ วิจัย และประสบการณ์การปฏิบัติอย่างมืออาชีพ

 ประการที่ ๑๒ พัฒนาระบบเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ให้มีนักเทคโนโลยีการศึกษาเป็นตำแหน่งครูอาจารย์สำหรับสถานศึกษาประจำโรงเรียนในตำแหน่งครู สร้างระบบคลังสื่อการสอนทั่วประเทศ และระบบจัดอันดับสื่อการสอนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการสอน

 ประการที่ ๑๓ จัดระบบ การฟื้นฟู พัฒนา อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรม ด้วยการสร้างสำนึกวัฒนธรรมในฐานะมรดกไทย ปกป้อง คุ่มครองและสร้างภูมิคุ้มกันขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ

 ประการที่ ๑๔ จัดระบบการพัฒนาการกีฬาสู่มาตรฐานสากล เพื่อพัฒนาความมีระเบียบวินัย และการรักษาสุขภาพในระยะยาว ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก พัฒนากีฬาและการร้อง การรำ และการละเล่นท้องถิ่นและภูมิภาค

 ประการที่ ๑๕ จัดระบบการวิจัย พัฒนา และเผยแพร่ และถ่ายทอดศาสตร์และเทคโนโลยีไทย ในด้านการแพทย์ การอาชีพ และการดำรงชีวิตในโรงเรียนและชุมชน

 

ในช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือนที่ผ่านมา ฯพณฯ ท่านและทีมงาน คสช. ได้แสดงภาวะผู้นำที่จะนำประเทศให้รอดพ้นจากหายนะหลายด้านและตรงกับความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยกลับสู่แผ่นดิน ฯพณฯ ท่านได้คือความสุขให้ชาติได้อย่างดีเยี่ยใ แต่จะดีเลิศยิ่งขึ้นหากได้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้ง ๑๕ ประการที่กระผมได้กราบเรียนเสนอมาข้างต้น

                                      ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

                                  ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

                          นายกสมาคมเทคโนโลยีการศึกษาแห่งประเทศไทย

เทคโนโลยีการแพทย์ vs. เทคโนโลยีการศึกษา
ศ.ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 ผมนำทีมคณาจารย์จัดตั้งคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ไปประชุมกับทีมงานของมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมเปิดคณะแพทย์และหลักสูตรแพทยศาสตร์ ที่งมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก่อนประชุมคณะผู้บริหารประกอบด้วยนายแพทย์ธรรมนูญฯ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และนายแพทย์มาโนชฯ คณบดีคณะแพทย์ของนวมินทราฯ พาพวกเราเยี่ยมชมกิจการของโรงพยาบาลวชิระ ทำให้ผลเกิดความรู้สึกอย่างแรงที่จะต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์การจัดการศึกษาของไทย ที่คุรุสภาเพียร พยายามที่จะทำให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงในนัยเดียวกับทางการแพทย์ โดยการบังคับให้เรียนครู 5 ปี เช่นเดียวกับสายแพทย์ (ความจริงมีแนวคิดจะให้เรียน 6 ปีด้วยซ้ำไป)
เมื่อได้อ่านข่าวทาง "มติชน" แล้วก็สะท้อนใจว่า การศึกษาของไทยคงไม่ไปไหน เพราะผู้บริหารและสื่อมวลชนใช้คำว่า "...เปิดรับครูในสาขาที่ไม่จำเป็น..." จึงอยากแสดงทัศนะไว้ในที่นี้ว่าหากผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษาแล้ว การศึกษาของไทยต้องตกไปอยู่ "อันดับ ๑๑" ของอาเซียนอย่างแน่นอน และจะมีคนตายทั้งเป็นนับล้านคนที่มีชีวิต หายใจเข้าออก แต่สมองขาดปัญญาเพราะ มัวแต่ไปรักษาโรคทางกาย แต่ไม่ให้ความสำคัญของโรคทางใจและทางสมอง

สายการแพทย์มีการพัฒนาระบบและวิทยการการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานหนึ่งเรียกว่า "เทคโนโลยีการแพทย์" หรือ "เทคนิคการแพทย์" (Medical Technology) เพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาวิชาการทางแพทย์ให้ยิ่งใหญ่ มีเครื่องฉายรังสีรักษาโรคมะเร็งแทนการใช้เรเดียมหรือสารกัมมันตรังสีประเภทอื่น มีการพัฒนากล้องส่องภายในร่างกายและการผ่าตัดภายในโดยไม่ต้องเปิดหน้าท้อง ฯลฯ และมีเทคโนโลยีเกี่ยวกับการแพทย์อื่นมากมายตั้งราคาเป็นร้อยบาท จนถึงราคาเป็นหมื่นบาท เทคโนโลยีการแพทย์เหล่านี้ ต้องมีบุคลากรเรียกว่า นักเทคโนโลยีการแพทย์ (Medical Technologists) ในการพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อทำหน้าที่ช่วยหมอและพยาบาลให้แพทย์และพยาบาบสามารถรักษาคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพและลดอัตราการตายให่น้อยที่สุด หน่วยงานเทคโนโลยีการแพทย์จึงเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ จึงจัดตั้งคณะเทคโนโลยีการแพทย์ (Faculty of Medical Technology) ขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรด้านนี้ 

ชีวิตร่างกายมีความสำคัญ ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญและทุ่มเทงบประมาณพัฒนาวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วยเงินมหาศาลเพื่อให้ประชาชนมีอายุยืนยาว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งเมื่ออายุเฉลี่ยของประชาชนยาวขึ้นทุกปี

แต่อนิจจา!!! อายุยืนยาวขึ้น แต่เจ้าเของชีวิต ดำรงตนอยู่ด้วยความเขลา ความหลง จากการขาดการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ เพราะการเรียนการสอนอยู่ในมือของคนกลุ่มเดียวที่เรียกตนเองว่า "ครู" สังคมมอบความไว้วางใจให้ครูเป็นคนให้ความรู้แก่นักเรียน แต่ส่วนใหญ่ครูก็สอนนักเรียนด้วยการพูดหรือบรรยาย สอนเนื้อหาสาระตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร โดยที่อาจไม่ตระหนักว่า การสอนด้วยการบรรยายเพื่อให้จบหลักสูตรนั้น ครูอาจจะรู้สึกสบายใจว่า ได้สอนนักเรียนให้เกิด "การเรียนรู้"แล้ว แต่ครูอาจจะไม่ทราบว่า เนื้อหาสาระสอนให้ได้ความรู้ แต่ความเข้าใจประสบการณ์ต้อง ทำไม่ได้เพียงสอนให้ "เรียนรู้" อย่างเดียว ครูต้องจัดสภาพแวด สื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้ "เรียนคิด" เรียนทำ" "เรียนแก้ปัญหา" ร้อยแปดพันเรียน มิใช่เรียนรู้อย่างเดียว ผลจากการสอนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ จึงปรากฎว่า นักเรียนไทยทุกระดับชั้นสอบแบบทดสอบระดับชาติ ด้วยคะแนนเฉลี่ยประมาณ 30-40% ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะครูสอนคนเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีนักเทคโนโลยีการศึกษาเข้ามาช่วยออกแบบการสอน จัดพฤติกรรมผู้เรียน คิดค้นเทคนิควิธีการ ออกแบบกระบวนการสื่่อสาร จัดสภาพแวดล้อม จัดการองค์ความรู้ การเรียนการสอน และดำเนินการประเมินอย่างเที่ยงตรง กิจกรรม 7 อย่างนี้ ครูจะทำได้หรือ เพียงแค่ศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์เนื้อหาสาระครูก็ทำได้ไม่เต็มที่อยู่แล้ว เพราะส่วนหนึ่งก็ต้องเสียเวลานอกห้องเรียนในการเตรียมพร้อมให้สมศ.มาตรวจประเมินคุณภาพภายนอก (ครูบ่นว่า ก่อนถุงเวลาที่บริษัทที่สมศ.ส่งมาตรวจ ครูต้องเสียเวลาปลูกผักชีเป็นปี และโรยผักชีอย่างน้อยหกเดือน จริงไม่จริงครูและผู้บริหารทราบดี) กระนั้นผู้บริหารการศึกษา ก็ให้ความสำคัญกับ "ครู" แต่ลืมบุคลากรการศึกษาประเภทอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเทคโนโลยีการศึกษาที่จะมาช่วยออกแบบการสอน จัดหาและผลิตสื่อการสอนให้ครูนำไปถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนให้ดีขึ้น แต่นี่กลับปล่อยให่้ครู "จับเสือด้วยมือเปล่า" (ประโยคนี้ผมเคยพูดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2516 เดี๋ยวนี้ครูก็ยังมือเปล่าอย่างเดิมมีแต่แบบเรียนและกระดานดำ กระดานเขียว กระดานขาวเป็นอาวุธที่จะไปปราบเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียน) การที่ครูสอนด้วยมือเปล่า ก็เหมือนหมอรักษาโรคโดยไม่มีพยาบาลหรือใครมาช่วยต้องบดยาเองเหมือนในอดีต แต่เดียวนี้ หมอมีเภสัชกรมาช่วยปรุงยา เปรียบเสมือน ครูมีพ่อครัวมาช่วยนำเนื้อหมู เนื้อปลามาปรุงให้เป็นอาหารเลิศรส เพื่อให้นักเรียนบริโภคได้โดยไม่ติดคอ... 

กระบวนทรรศน์ใหม่ทางการศึกษา คือ ต้อง เปิดคณะเทคโนโลยีการศึกษา ที่แยกตัวออกมาจากคณะศึกษาศาสตร์ เหมือน คณะเทคโนโลยีการแพทย์ หรือ คณะเทคนิคการแพทย์ ที่แยกเป็นเอกเทศจากคณะแพทยศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นภาควิชาหรือสาขาวิชาหนึ่งในคณะศึกษาศาสตร์

ผมเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนทำให้เกิด มาตรา 69 ที่กำหนดว่า "รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางท าหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริมและประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพ และประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา" คือกำหนดให้รํฐต้องจัดตั้งหน่วยงานกลางทางเทคโนโลยีการศึกษา และพยายามต่อสู้เพื่อให้มีสถาบันเทคโนโลยีการศึกษาแห่งชาติ (ผมได้แต่งตั้งเป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาสถาบันเทคโนโลยีการศึกษาแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2542 เมื่อดำเนินเสร็จได้เสนอ "พ.ร.บ. สถาบันการศึกษาแห่งชาติ ต่อ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ประธานคณะกรรมการสำนักงานปฏิรูปการศึกษา" ใน พ.ศ. 2543 แต่ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ลาออกไปสมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และแต่งตั้ง ศ.ดร.ปรัชญา เวสารัช เป็นประธานฯ เรื่องสถาบันการศึกษาแห่งชาติก็เงียบหายไป ยาวนานมาจนเกือบ 15 ปีแล้ว หน่วยงานนี้ก็ไม่เกิดขึ้น

นี่คือภาพอนาคต ที่จะต้องอาศัยบารมีของนักการเมืองที่เข้าใจสาระที่แท้จริงของการศึกษา เข้ามาตรา "พระราชบัญญัติเทคโนโลยีการศึกษาแห่งชาติ" โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อผลิตนักเทคโนโลยีการศึกษา โรงเรียนละอย่างน้อย 1 คน จึงจำเป็นต้องมีนักเทคโนโลยีการศึกษาจำนวนประมาณ 40,000 คน สำหรับโรงเรียน สถานศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประจำเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานการศึกษาและการฝึกอบรม ปัจจุบันนี้ มีสภาวะเหมือนมีแต่คนหาปลา แต่ไม่มีพ่อครัวมาปรุงอาหารจากปลา ทำให้ก้างติดคอ ผู้บริโภคคือนักเรียนไม่สามารถกลืนอาหารเหล่านั้นได้ เพราะครูขาดความรู้ในด้านการออกแบบการสอนและการใช้เครื่องมือมาช่วยในการสอน นักเทคโนโลยีการศึกษาต้องเป็นนักเทคโนโลยีการศึกษาในสถานภาพเดียวกับครูสายสอนสายบริหาร ไม่ใช่ "ครูเทคโน" ที่ต้องทั้งสอนทั้งทำหน้าที่นักเทคโนโลยีการศึกษา 

หากพวกเราเลือกพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์เยี่ยงนี้ จะเกิดคณะเทคโนโลยีการศึกษาขึ้นมาไม่แน่นอน และจะเป็นแห่งแรกในโลกด้วย

ฝากให้พวกเราคิดต่อนะครับว่า จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ปทุมวัน
25 มีนาคม 2557 01.17 น.

ของแถม--ครูส่วนใหญ่ยังไม่ทราบความหมายลึกซึ้งของครู เข้าใจเพียงความหมายพื้นฐานว่า ครู มาจาก คุรุ แปลว่า หนัก เวลาพูดกับนักเรียนก็เรียกตัวเองว่า "หนัก" เช่น ครูพูดว่า "นักเรียน ลบกระดานดำให้ครูหน่อย" ก็จะมีความหมายว่า "นักเรียนช่วยลบกระดานดำให้หนักหน่อย"เพราะครูเข้าใจว่า ครูแปลว่า หนัก ก็จึงเหมือนกับใช้คำว่า หนัก แทนตนเอง 
ที่จริงความหมายลึกที่แปรเปลี่ยนตามบริบท ครูมาจาก คุรุ แผลงเป็น >> โครุ>> เคารุ>> เคารว <<เคารพ หรือ แผลงเป็น ครุ >>คารุ>> คารวะ แปลว่าที่ตั้งแห่งความเคารพ หรือ ผู้ควรแก่การเคารพ)

 

ฎหมายนิรโทษกรรม-ขวานนรกทำลายเสาหลักนิติรัฐของแผ่นดิน

โดย  กุหลาบแดง #22


เมื่อ 247 ปีมาแล้ว มองทางขวามมือ ของอนุสาวรีย์ ไปสุดขอบฟ้า บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะศัตรูมา ย่ำยี แต่วีรบุรุษบางระจัน และวีรสตรี 3 คนที่ไม่ปรากฎชื่อในประวัติศาสต ร์ได้พลีชีพปกป้องผืนแผ่นไทยไว้ ในลูกหลาน... 

อนิจจา ปัจจุบัน ลูกหลานอัปรีย์บางคน บางกลุ่ม ได้ทำตัวเป็น"ฝูงปลวก" ไชชอนกินบ้านกินเมืองอย่างไม่ละอายแก่ใจ ทำความชั่ว ความผิด ด้วยการแอบอ้างคำว่า "ประชาธิปไตย" ประพฤติตนโดยไร้สำนึกคุณธรรม ไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่รู้อะไรควรไม่ควร กระทำตนประหนึ่งสภาโจ...ช่วยเหล ือคนที่ปล้นแผ่นดิน ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผ ู้ทำผิด ... 

คนเหล่านี้ หากไม่สำนึก ก็สมควรได้รับการสาปแช่งให้ถึงค วามพินาศ หากยอมให้กฎหมายช่วยโจ... ประกาศใช้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นหายนะแห่งชา ติ 

ในภายภาคหน้า ใครมีเงินมีอำนาจทำความผิด โกงชาติ โกงแผ่นดิน พวกมันก็สามารถ ใชัเงินซื้อสืทธิขายเสียง ขายตัว มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วรวมหัวเป็นสภาโจร ออกกฎหมายให้พวกมันพ้นผิดได้...

เมื่อนั้นเสียงสาปแช่งก็จะดังลั ่นทั่วปฐพี จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะแ ห่งชาติไทย ... 

จึงขออัญเชิญดวงวิญญาณแห่งวีรชน บางระจันและบรรพบุรุษของชาติที่ ได้พลีชีวิตปกป้องอธิปไตยได้โปร ดออกมาปลุกสำนึกชาวไทยให้ต่อต้า นกฎหมายช่วยคนชั่วฉบับนี้ และขอให้วุฒิสภาทำหน้าที่ปกป้อง ความเป็นธรรม เพื่อความอยู่รอดของชาติไทยด้วย เถิด..

ขอให้พวกเราชาวไทยที่มีสำนึกควา มเป็นไทย อย่าทำลาย "ขื่อแป และเสาหลัก" ของบานเมือง เพื่อป้องกันความเป็นชาติไทยให้ คงอยู่ มิฉะนั้น พวกเราก็จะไม่เหลือแผ่นดินให้ลู กหลานเพราะที่ทำกินกว่าร้อยล้าน ไร่ ที่ท่องเทียวในพัทยา ชะอำ หัวหิน ภูเก็ต และตึกระฟ้าในกรุงเทพมหานครเกิน ครึ่งก็อยู่ในมือของต่างชาติเพร ะกฎมหายขายชาติที่พรรคการเมืองบ างพรรคประกาศใช้โดยไม่นึกถึงผลป ระโยชน์ของแผ่นดิน

หากพวกเราหลับไหล ไม่แยแส ท่านตืนขึ้นมาก็จะพบกับความอ้าง ว้าง ไร้ชาติไร้แผ่น เป็นทาสของต่างชาติอย่างไม่รู้ส ึกตัว.

 

ทำไมสถาบันการศึกษาต้องมีธรรมนูญหรือกฎบัตรองค์กร

โดย  ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

 

ปัญหาที่มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทุกระดับเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ การบริหารและการจัดการแบบตัดตอน (Transactions) แทนที่จะเป็นการบริหารและการจัดการแบบเปลี่ยนผ่าน (Transformation) ทำให้การบริหารและการจัดการขาดความต่อเนื่องเพราะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภามหาวิทยาลัย หรือ เปลี่ยนแปลงอธิการบดี โครงการหรือกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ก็อาจถูกระงับโดยผู้บริหารชุดใหม่

สภาสถาบันและผู้บริหารระดับอธิการบดี ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ หรือครูใหญ่ ส่วนใหญ่บริหารและจัดการตามความคิดของตัวเอง แม้จะมีสภาสถาบันหรือคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นองค์คณะบุคคลในการกำหนดอุดมการณ์ (ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ) เป้าหมาย นโยบาย มาตรการ กลยุทธ์ และตัวบ่งชี้ก็ตาม แต่สภาสถาบันและคณะกรรมการสถานศึกษาส่วนใหญ่ไม่ดำเนินตามบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย หรือ แสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ตามดุลยพินิจตนเองจนบ่อยครั้งเกิดความเสียหายแก่สถาบัน

ต่อไปนี้ เป็นเพียงบางตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจไม่ถูกต้องหรือรู้เท่าไม่ถึงการจนทำให้เกิดความเสียหายที่ประมาณค่ามิได้

สภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จัดการประชุมเพื่อคัดเลือกอธิการบดี หลังจากโหวตลับ นายกสภามหาวิทยาลัยกล่าวว่า เพื่อมิให้แตกแยกสามัคคี จึงไม่ประกาศผลการนับคะแนน ทำให้ไม่มีการบันทึกคะแนนในรายงานการประชุม เมื่อประกาศผล ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกก็ฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เมื่อมหาวิทยาลัยเสนอชื่อผู้รับเลือกไปให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเพื่อเสนอโปรดเกล้าฯ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาก็ขอดูผลการลงคะแนนลับจากสภามหาวิทยาลัย เวลาผ่านไปหนึ่งปีจึงมีการนำหีบลงคะแนนมานับ ทำให้ต้องแต่งตั้งอธิการบดีที่พ้นตำแหน่งให้รักษาการอธิการบดีต่อเนื่องกันกว่าสามปี ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นอธิการบดีต้องรอปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลายาวนาน เกิดผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารมหาวิทยาลัยอย่างมาก  

เจ้าฟ้าพระองค์หนึ่งเสด็จเป็นประธานในกิจการสำคัญของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นายกสภามหาวิทยาลัยติดราชการจึงให้อุปนายกทำหน้าที่แทน เมื่ออุปนายกไปถึงบริเวณงานก็ไม่มีใครมาต้อนรับและให้นั่งปนกับแขกคนอื่น เมื่อเจ้าฟ้าพระองค์นั้น เสร็จสิ้นพิธีเปิดแล้ว มหาวิทยาลัยก็อัญเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการ โดยอธิการบดีตามเสด็จและปล่อยให้อุปนายกดูแลตัวเอง นี่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรที่เมื่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จมหาวิทยาลัย เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ก็ควรที่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดคือนายกสภามหาวิทยาลัยต้องมาถวายการต้อนรับ นอกจากนี้ต้องเชิญเจ้าของพื้นที่คือผู้ว่าราชการจัดหวัดมารับเสด็จด้วย

สภามหาวิทยาลัยมีอาณัติมอบหมายให้อธิการบดีจัดซื้อสถานที่เพื่อขยายการจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่แล้ว โดยอนุมัติวงเงิน 300 ล้านบาท ต่อรองได้ 230 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาประเมิน อธิการบดีแต่งตั้งให้รองอธิการบดีคนหนึ่งเป็นประธานคณะกรรมการจัดซื้อ แต่รองอธิการบดีคนนั้นไม่เห็นด้วยกับการซื้อสถานที่ตรงนั้น เมื่อฝรั่งเจ้าของสถานที่จะขายมาขอพบเพื่อเจรจาสรุปการซื้อขาย รองอธิการบดีคนนั้นไม่ยอมให้พบอ้างว่า ไม่สบายทั้งๆ ตนก็ยังนั่งอยู่ในที่ทำงาน ฝรั่งจึงขายสถานที่นั้นให้แก่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในราคาที่ต่ำกว่าที่เสนอขายให้มหาวิทยาลัย เพื่ออธิการบดีนำเรื่องการซื้อไม่สำเร็จรายงานสภามหาวิทยาลัย นายกสภาก็พูดกับอธิการบดีว่า “ตกลงซื้อสถานที่นั้นไม่ได้หรือ” แทนที่จะมีการสอบสวนสาเหตุที่ไม่ได้ซื้อหรือซื้อไม่ได้ หากอธิการบดีไม่สามารถทำตามนโยบายของสภามหาวิทยาลัยก็อาจจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือมิฉะนั้นอธิการบดีต้องลงโทษหรือปลดรองอธิการบดีที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ออกไป มิฉะนั้นก็อาจมีความผิดตามมาตรา 157 ในฐานะที่ละเลยปฎิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายหรือตามที่กฎหมายกำหนด

กรณีดังยกตัวอย่างในมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาระดับอื่นยังมีอีกมาก แสดงให้เห็นถึงการบริหารและการจัดการที่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคนหนึ่งคนหรือหนึ่งกลุ่มที่อาจขาดสำนักรู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควรหรือเหมาะไม่เหมาะ เพราะคิดว่า ตนเองมีประสบการณ์และมีอำนาจบารมีที่จะทำได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมการบริหารและการจัดการที่ขาดหลักประกันประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการทำงาน

สาเหตุเกิดจากการขาดกรอบการหรือแนวทางการบริหารและการจัดการที่ชัดเจน เนื่องจากกฎหมายแม่หรือพระราชบัญญัติไม่สามารถกำหนดแนวปฎิบัติที่เป็นรายละเอียดได้ จำเป็นที่องค์กรต้องจัดทำกฎหมายรอง (Bylaw) ในรูปธรรมนูญหรือกฎบัตรองค์กร (Constitution or Charter) หรือกฎระเบียบที่เรียกชื่ออย่างอื่น

ความจำเป็นยิ่งจะสูงมากขึ้นในกรณีที่มีพระราชบัญญัติฉบับเดียวแต่บังคับใช้หลายสถาบัน เช่น พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ บังคับใช้กับ 41 มหาวิทยาลัย (ปัจจุบันเหลือ 40) พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชมงคล บังคับใช้กับ 9 มหาวิทยาลัย และพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งบังคับใช้กับสถาบันอุดมศึกษาประเภทมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และสถาบันมากกว่าสองร้อยแห่ง

ธรรมนูญองค์กรหรือกฎบัตรองค์กร คือ กฎและระเบียบที่ออกตามอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย มีฐานะเป็นข้อบังคับ จึงมีผลผูกพันกับทุกหน่วยงานและบุคลากรทุกคน

การจัดทำธรรมนูญหรือกฎบัตร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นสากลและพบเห็นได้ทั่วไป อาทิ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ก็สถาปนาโดยพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย แต่บริหารและจัดการโดยกฎบัตรสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย

สาระที่ต้องกำหนดไว้ในธรรมนูญต้องครอบคลุมอย่างน้อย 11 ขอบข่าย ได้แก่ (1) การบริหารทั่วไป (2) การบริหารวิชาการและการวิจัย (3) การบริหารการเงินและงบประมาณ (4) การบริหารบุคลากร (5) การบริหารกิจการนักเรียน/นักศึกษา (6) การบริหารกิจการประชาและชุมชนสัมพันธ์ (7) การบริการวิชาการแก่สังคม (8) การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (9) การบริหารทรัพยากรและวิสาหกิจ (10) วัฒนธรรมองค์กร และ (11) การประกันและควบคุมคุณภาพ

ในกรณีที่มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษามีวิทยาเขตหรือศูนย์/สาขา ก็จำเป็นจะต้องมีธรรมนูญองค์กรในระดับรองลงไปเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารและการจัดการที่ขัดเจน และสอดคล้องกับธรรมนูญหรือกฎบัตรในระดับสูงกว่า

อำนาจบังคับที่กำหนดไว้ในธรรมนูญองค์กรต้องกว้างและมีผลผูกพันในระดับเหนือกว่าข้อบังคับ ระเบียบหรือประกาศทั่วๆ ไป

โดยสรุป ธรรมนูญหรือกฎบัตรองค์กร เป็นกฎและระเบียบที่ออกตามอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย มีฐานะเป็นข้อบังคับ จึงมีผลผูกพันกับทุกหน่วยงานและบุคลากรทุกคน เพื่อประกันการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ทำงานแบบตัดตอน และป้องกันการบริหารและการจัดการโดยใช้ดุลยพินิจของผู้บริหารเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ในระยะยาว การบริหารและการจัดการองค์กรจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(ไฟล์ ตัวอย่างธรรมนูญมหาวิทยาลัย PDF โปรดคลิ้ก)

 

ตำราพิชัยสงครามซุนวูหรือจะสู้ตำราพิชัยซุนแม้ว

(สงครามสารขันธ์กับพม่า vs. สงครามสารขันธ์กับแม้ว)

โดย กุหลาบแดง #๒๒

ในประวัติแห่งการต่อสู้ของชนชาติสารขันธ์ที่นับเนื่องมามากกว่า 8,000 ปี ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ชาวสารขันธ์ได้ต่อสู้ปกป้องแผ่นดินและขยายอาณาเขตออกไปกว้างใหญาไพศาลถึง 1.2 ล้าน ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นับว่า ได้ขยายดินแดนไปมากที่สุด แต่ถูกจักรวรรดินิยมตะวันตกย่ำยีบีบคั้น เฉือนดินแดนไปเกินครึ่ง จึงเหลือเพียง 543,000 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นการสูญเสียทางกายภาพที่เป็นการสูญเสียบางส่วน แต่การสูญเสียที่ยิ่งใหญ่คือ การเสียเอกราชให้แก่พม่าในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ และได้เอกราชกลับคืนมาด้วยพระบารมีแห่งพระนเรศวรมหาราชและพระเจ้าตากสินมหาราช สงครามสารขันธ์กับพม่านับเป็นสงครามที่รุนแรงที่สุดที่สารขันธ์ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศเพื่อนบ้านคือ พม่า

หลังจากได้รับอิสรภาพมาประมาณ 230 ปี ประเทศสารขันธ์ก็เกิดสงครามอีกครั้ง แต่คราวนี้ มิได้เป็นสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นสงครามระหว่างประเทศสารขันธ์กับชนชาติที่อยู่ในราชอาณาจักรสารขันธ์ เป็นสงครามที่มิได้ประกาศ ไม่มีลักษณะสงครามตามนัยกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นสงครามหนาวๆ เย็นๆ แต่ใช้กลยุทธ์สงครามที่ไม่ได้บัญญัติในตำราพิชัยสงครามของอาจารย์ซุน วู ในอนาคตลูกหลานจะบันทึกประวัติศาสตร์ บทนี้ว่า สงครามสารขันธ์กับแม้ว

“แม้ว” ที่เป็นอริราชศัตรูราชอาณาจักรสารขันธ์ มิได้หมายถึงชนชาติใดหรือเผ่าใด หรือชาวเชา “เผ่าแม้ว” ที่อยู่ภาคเหนือของประเทศสารขันธ์ แต่เป็น “แม้วพันธุ์ใหม่” เป็นศัตรูเสมือนจริง (Virtual Foes) ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศสารขันธ์ แต่สามารถปลุกวิญญาณเผ่าสารขันธ์จำนวนมาก ให้เปลี่ยนไปเป็นบริวารของพวกแม้วใหม่นี้ได้อย่างแยบยล ด้วยยุทธศาสตร์การศึก ที่วิญญาณอาจารย์ซุน วู เจ้าของตำราพิชัยสงครามหากตื่นขึ้นมาจะต้องตกตะลึงเพราะลึกซึิ้ง แยบยลมาก แทบจะพูดได้ว่า "ตำราพิชัยซุนวู หรือจะสู้ตำราพิชัยซุนแม้ว"

ตำราพิชัยสงครามของอาจารย์ซุนวูแบ่งเป็น 13 บทคือ (1) วางแผน (2) ประจันหน้าข้าศึก (3) โจมตีด้วยเพทุบาย (4) กำหนดจุดยุทธศาสตร์ (5) พลาธิการ (6) จุดอ่อนจุดแข็ง (7) การจู่โจมโรมรัญ (8) ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (9) เผชิญหน้าเมือศัตรูเข้าประชิด (10) กลยุทธ์บนไหล่เขา (11) เก้าสถานการณ์ศึก (12) จู่โจมด้วยพระเพลิง และ (13) จารชน ตำราพิชัยสงครามของซุนวูมุ่งเอาชนะ แผ่นดินและอธิปไตยของชาติที่เป็นศัตรู โดยไม่มุ่งทำลายเผาผลาญบ้านเมืองที่ยึดได้

แต่ตำราพิชัยสงครามของเผ่าแม้วใหม่มุ่ง "โกงกินแผ่นดิน" เพื่อประโยชน์ของแม้วและบริวารเพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจสมบูรณาญาสิทธิ ที่จอมทัพแม้วสามารถชี้เป็นชี้ตายโดยใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” และ “รัฐสภา” บังหน้า “ตำราพิชัยสงครามซุนแม้ว” ประกอบด้วย ๙ บทคือ เรียกว่า "นวพิชัยนคราสวาปาม" (กลยุทธฺกินบ้านโกงเมือง ๙ ประการ) คือ

บทที่ ๑ วางแผนมหาวินาศ พึงวางแผนระยะยาวในการยึดประเทศของศัตรู ด้วยกระบวนการเพิ่มอุณหภูมิน้ำให้อุ่นจนปลาที่อยู่ในอ่างไม่รู้สึกตัว ค่อยอ่อนแรงๆ ลง เมื่อรู้ตัวว่าจะหายใจไม่ออกก็หมดแรงที่จะกระโดดออกจากอ่างน้ำร้อน จนจบชีวิตลงหมด นักรบแม้วต้องทำการวางแผนยึดประเทศให้ได้อย่างแยบยลด้วยการสร้างสมโภคทรัพย์เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง เพราะทุนทรัพย์เป็นฐานในการหาอำนาจ และจะต้องสร้างกองทัพแม้วให้เกรียงไกร

          บทที่ ๒ วาดภาพผู้โอบอุ้ม พึงใช้นโยบายผู้ใหญ่ใจดี นักรบแม้วนับตั้งแต่ระดับหัวหน้าพึง ช่วยเหลือพรรคการเมืองสารขันธ์ใหญ่น้อย ไม่เว้นว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคฝ่ายรัฐบาล ด้วยการให้เงินทุนสนับสนุนการเลือกตั้งที่มีปริมาณสูงน่าประทับใจ (หลายสิบหลายร้อยล้านบาท) เพื่อสร้างหนี้บุญคุณให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับความช่วยเหลือจะได้รู้สึกสำนึกในบุญคุณนักรบแม้วต้องเป็นหรือ อยู่ในคราบนักธุรกิจ หากพรรคที่ได้ทุนอุดหนุนจากนักรบแม้วสามารถตั้งรัฐบาลบริหารประเทศได้ พวกแมว ก็จะได้ล่วงรู้ความลับบางประการเกี่ยวกับนโยบายการเงิน หากได้ข้อมูลภายในที่สำคัญเช่นการลดค่าเงิน ก็จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงหายนะของธุรกิจตนเอง ในขณะที่ธุรกิจของคนอื่นพังพินาศ เมื่อโอกาสนั้นมาถึงจอมทัพแม้ว ก็จะใช้เงินให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ เมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว ต้องใช้อำนาจยึดบริษัทเอกชนคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม ปิโตรเลียม โรงพยาบาลของคู่แข่ง มาเป็นของตนเอง

บทที่ ๓ รัดรุมเสาหลัก นักรบแม้วพึงจมูกวัย ตาไว เสาะหาเสาหลักที่ประชาชนให้ความเชื่อถือแล้ว ส่งคนของแม้วเข้าไปรุก รุม แซกซึม ด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน จนได้รับความไว้วางใจ เกลือกกลั้ว กลมกลืนกับบุคคลแกนนำจนหลงใหลในมนตราของชาวแม้ว แล้วหาทางทำลายเสาหลักนั้น และสร้างเสาหลักใหม่คือ ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาแทน

บทที่ ๔ พิทักษ์ความนิยม นักรบแม้วพึงศึกษาความต้องการของประชาชนว่า ขาดอะไร ชอบอะไร แล้วให้คำมั่นสัญญา อ้างความเสมอภาค ของคนในชาติและต้องประกาศเป็นนโยบายว่า คนจนจะต้องหมดไปในแผ่นดินสารขันธ์หากพรรคเพื่อแม้วได้บริหารประเทศ และพิทักษ์รักษาความนิยมที่มีต่อพรรคแม้วมิให้เหือดหาย นอกจากนี้เพื่อปรามผู้ที่ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อแม้ว ก็จะมีมาตรการตัดการสนับสนุนด้านงบประมาณจังหวัดที่สมาชิกพรรคได้ไม่รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

บทที่ ๕ ระดมธนาธิปไตย นักรบแม้วพึงถือว่า เงินเป็นใหญ่ โดยพัฒนาระบบ “ธนาธิปไตย” เพื่อขับเคลื่อนพรรคไปสู่เป้าหมาย ด้วยการ “ซื้อเสียง” ให้พรรคแม้วได้รับเลือกเป็นพรรคที่มีเสียงส่วนใหญ่ เพื่อให้มีความชอบธรรมที่จะไปชวนพรรคการเมืองอื่นที่มีอุดมการณ์และนโยบายเช่นเดียวกับพรรคเพื่อแม้วเข้าร่วมรัฐบาล และจะต้องตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ เพราะหากเป็นฝ่ายค้านแล้วจะถูกบังคับให้ “อดอย่างปากแห้ง” พรรคแม้วจะต้องพัฒนาระบบ “ธนาธิปไตย” ให้ได้

บทที่ ๖ ใช้นโยบายประชานิยม เพื่อให้พรรคแม้วได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส. จอมทัพแม้ว พึงกำหนดมาตรผันความนิยมด้วยการสัญญาว่าจะนำสิ่งดีงามมาสู่ประชาชนโดยประชาชนไม่ต้องออกแรง เช่น ออกหวยบนดิน ออกหวยออนไลน์ เสนอนโยบายว่าจะเพิ่มค่าแรง เพิ่มเงินเดือน รับจำนำสินค้าเกษตรกรรมราคาสูงกว่าท้องตลาด ลดหยอ่นภาษีรถยนต์คนแรก บ้านหลังแรก ที่ดินแปลงแรก ภรรยาคนแรก ฯลฯ ตั้งกองทุนกู้ยืมประจำหมู่บ้าน หรือ ขยายเวลาระยะปลอดหนี้กับธนาคาร เป็นต้น

บทที่ ๗ ใช้อาคมฝังวิญญาณปลวก พึงสร้างสำนึกการ “กินบ้าน กินเมือง” ให้นักรบแม้ว เพราะ “การกิน” เป็นวิธีการสร้างทุนได้มากและรวดเร็ว พึงสร้างระบบทุนนิยมให้เป็นลมหายใจของประชาชน ให้เห็นความซื่อสัตย์เป็นความโง่เขลา ที่มีโอกาสได้แล้วไม่เอา สร้างค่านิยมว่า สตรีให้โอกาสแล้วไม่ทำ ไม่เป็นชาย มีโอกาส “โกง” แล้วไม่ “โกง” และมีโอกาส “กิน” แล้วไม่ “กิน” ถือว่า โง่เขลาเบาปัญญา และปลูกฝังค่านิยมแก่เยาวชนว่า "โกงไม่เป็นไร ขอให้อยู่อย่างสบาย"  ต้องหาหมอผีมาทำวิทยาคมฝังวิญญาณปลวกให้ไปสิงสู่นักการเมืองพรรคแม้วทุกคน เพราะปลวกมีธรรมชาติที่พวกแม้วสรรเสริญ คือ กินทุกอย่างที่มันอยู่อาศัย เช่น อยู่บนไม้ก็กินไม้ อยู่บนดินก็กินดิน อยู่บนต้นไม้ก็กินต้นไม้ ดังนั้น นักการเมืองที่สวมวิญญาณปลวกจึงจะสามารถกินได้ไม่เลือกว่า ไม้ ดิน หรือหิน

บทที่ ๘ สมคบพวกกังฉิน นักรบแม้วพึงเจาะเข้าไปทุกวงการคบหาข้าราชการ ทหาร ตำรวจที่เป็นพวกกังฉิน เพื่อสร้างจารชนในวงการต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน ต้องให้แน่ใจว่า มีนายทหาร นายตำรวจ และข้าราชการระดับสูง อาทิ อธิบดี เลขาธิการ ผู้ว่าราขการจังหวัด นายอำเภอ  ฯลฯ และนักธุรกิจเอกชน ที่ผ่านกระบวนการแปลงวิญญาณ  เพื่อให้องคาพยพของรัฐเป็นไปตามความต้องการของพรรคเพื่อแม้วจนคุณธรรมจริยธรรมผันแปรกลายเป็นกลุ่มคนที่ ขาดสำนึก “รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด และรู้ควรไม่ควร” เพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่การโรมรัญประจันบานให้สามารถยึอและ ครอบครองประเทศสารขันธ์เป็นอันดับสุดท้าย

บทที่ ๙ เข้ายึดแผ่นดิน เมื่อพิขัยยุทธตามบทที่ ๑-๘ ประสบความสำเร็จ ชาวสารขันธ์ถูกสิงด้วยวิญญาณปลวก ก็จะอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ย หมดแรงต้านทาน เพราะจมปลักอยู่ในผลประโยชน์ที่ท่วมท้น พรรคแม้วก็จะสามารถยึดแผ่นดินสารขันธ์ได้ทั้งจิตภาพและจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด ไม่ช้าก็สามารถยึดครองบ้านเมืองของศัตรูได้สำเร็จ

จะเห็นได้ว่า ตำราพิชัยสงครามฉบับซุนแม้วนี้ ลึกซึ้งและแนบเนียน โดยเอาประชาธิปไตยจอมปลอมเป็นข้ออ้าง เพราะที่จริงก็เป็นธนาธิปไตยเพราะเกือบทุกเสียงที่ได้ก็มาจากการซื้อขายเสียงทั้งสิ้น  เมื่อพวกแม้วมีอำนาจเหนือเมืองสารขันธ์ อำนาจการสั่งการก็มาจากจอมทัพแม้ว รัฐสภาแม้วก็เป็นเผด็จการรัฐสภา เพราะไม่ได้ลงมติใดๆ หรือตรา กฎหมายเพื่อประโยชน์ของชนส่วนใหญ่ แต่มุ่งทำประโยชน์ให้พรรคพวกตนเอง ไม่ผิดอะไรกับฝูงปลวกที่รับคำสั่งจากนางพญาปลวกที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือ ต่างกันแต่ว่า เมื่อนางพญาปลวกตาย บรรดาปลวกก็ตายตามไปด้วย แต่จอมทัพแม้ว แม้จะเสียชีวิตไปแล้วพวกแม้วก็ยังกินบ้านกินเมืองต่อไป มิได้ตายตกไปตามกัน.

ปุทุมวัน ๓ ตุลาคม ๒๕๕๕

 

สงครามระหว่างปลวกกับมดแห่งสารขันธ์

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

 ...เนินดินแห่งสารขันธ์

เนินดินแห่งสารขันธ์มีต้นไม้ใหญ่ ใบดก ครึ้ม ให้ความร่มรื่นแก่สรรพสัตว์ที่อยู่อาศัยได้แก่ สัตว์สี่เท้าสองเท้า ปลวก มดและแมลงนานาพันธุ์ สัตว์ทุกประเภทมีวิถีชีวิตตามธรรมชาติของมัน ปลวกสร้างจอมปลวก พวกมันกินเนื้อไม้เนื้อดินที่มันอยู่อาศัย มันกัดกร่อนกรวดหินดินทรายเพื่อทำรังและปราสาทปลวกใหญ่โต ขยายวงกว้าง ส่วนเหล่ามดก็ทำรังแต่พอตัวไม่ยิ่งใหญ่ อยู่บนต้นไม้บ้างหรือใต้ดินบ้าง บางกลุ่มก็สร้างรังใต้ดินจนกลาเป็นเครือข่ายโยงใยไปทั่วเนินดิน ใต้ต้นไม้ใหญ่มีอายุหลายพันปี ต้นไม้เหล่านี้ได้ทำความร่มรื่นและให้ร่มเงาแก่สรรพสัตว์สืบเนื่องมายาวนาน

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พวกปลวกเริ่มแสวงอำนาจพยายามลุกล้ำอาณาเขตพื้นที่ของมด ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มานานแสนนาน ฝูงปลวกและบริวารไชชอนดินและพยายามทำลายรากแก้ว ที่พยุงต้นไม้ใหญ่ที่เป็นแหล่งพักพังของมด พญาปลวกและบริวารกระทำทุกวิธีทางที่จะโค่นต้นไม้ใหญ่ให้ได้ เพราะพวกมันมองเห็นอาหารอันโอชะคือเนื้อไม้ของลำต้น กิ่ง ก้านและใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากต้นไม้ตายกลายเป็นซากหรือขอนไม้ขนาดใหญ่ พวกมันก็หวังจะได้ครอบครองกินเนื้อไม้ ขยายอาณาเขตแดนปลวกให้ไพศาล



พญาปลวก (ซ้าย) สั่งให้สมุนปลวก (กลาง) กินแผ่นดิน จนเหลือแต่ซาก (ขวา) นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจปลวกก็กัดกร่อนประเทศไทยให้ย่อยยับดุจเดียวกัน

เมื่อเห็นการรุกรานของปลวกที่มีเป้าหมายล้มล้างต้นไม้แห่งชีวิตของตน ฝูงมดไม่ยอมจึงประดาหน้าออกมาต่อต้าน บรรดาพ่อมด แม่มด และบริวารมด ซึ่งห่วงใยบ้านเมือง ก็กรูออกมาประท้วง และขัดขวางสร้างกลุ่ม"พันธมด" ขึ้น พวกมดเขียวซึ่งทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักรมดจำนวนไม่น้อยสวมผิวเป็นมดเขียว แต่เนื้อในกลายร่างเป็นปลวกไปก็ไม่น้อย

ฝ่ายปลวกก็ตั้งกองทัพ "เพื่อปลวก" สามารถรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ ไม่นานก็เกิดวิกฤติ เมื่อ "พญาปลวก" ไชชอนผืนแผ่นดิน ที่เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของสรรพสัตว์ ทำให้มดที่หวงแหนต้นไม้และแผ่นดิน อดรนทนไม่ได้ จึงลุกฮือต่อต้าน เกิดการต่อสู้กันขึ้น กลายเป็นสงครามสู้รบกัน ระหว่างปลวกกับมดอย่างต่อเนื่องกันมาหลายปี เหตุเพราะพญาปลวกและบริวารปลวก ได้กัดกร่อนกินรากแก้วและแผ่นเนินดินจนเกิดจอมปลวกผุดขึ้นไปทั่ว รากต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างถูกปลวกกัดจนผุกร่อน จนบ้านเมืองจะพังทลาย พญามดเขียวตัวหนึ่งพร้อมบริวารมดสีเขียวซึ่งมีอำนาจมากว่า ก็ออกมาขับไล่ฝูงปลวกจนทำให้พญาปลวก หลบหนีออกไปนอกเนินสารขันธ์

หลังจากพญามดเขียวยึดอำนาจ การต่อสู้ก็สิ้นสุดลง พวกปลวกมุดหัวลงดิน พวกมดก็ลืมตาอ้าปากได้บ้าง เมื่อพญามดเขียวออกมายึดแผ่นดิน ทำให้ทั้งปลวกและมด สงบศึกได้พักหนึ่ง แต่พวกมดสีอื่นก็ผิดหวัง เมื่อพญามดเขียวมอบอำนาจให้ อัครมดเขียวตัวหนึ่งขึ้นครองอำนาจเป็นหัวหน้ามดแทน พี่มดตัวนี้เชื่องช้าไร้ความสามารถจึงไม่ได้กำจัดปลวกให้หมดสิ้นแต่กลับสร้างความชื้นให้ปลวกขยายพันธุ์ได้รวดรวดเร็ว อย่างคาดไม่ถึง ไม่นานเนินสารขันธ์ก็ถูกพวกปลวกรวบอำนาจและครอบครองแผ่นดินเบ็ดเสร็จอีกครั้งหนึ่ง ยังความไม่พอใจให้พวกมดและสัตว์อื่นเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้เกิดกระแสความปรองดองและการแก้กฎเนินสารขันธ์ เพื่อให้พญาปลวกซึ่งถูกพญามดเขียวขับไล่ สามารถกลับเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของพวกปลวกได้

โดยธรรมชาติ ปลวกกับมดแตกต่างกัน ปลวกจะไชชอนกัดกินเนื้อไม้ ลังกระดาษและสรรพสิ่งที่มันอยู่อาศัย ส่วนมดจะหากินนอกรังของมัน สัตว์สองประเภทนี้จึงแตกต่างกัน หากฝ่ายหนึ่งกินบ้านกินเมือง อีกฝ่ายคงไม่ยอม มองหาความปรองดองระหว่างมดกับปลวกคงเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมดจะกลายพันธุ์เป็นปลวกไปเสียเอง เหมือนพญามดเขียวที่ยึดอำนาจไปเมื่อปี 2549 บัดนี้ก็กลายพันธ์เป็นพวกปลวกไปแล้ว พญามดเขียวตัวนี้ ภายหลังในปี 2555 ก็ถูกวิญญาณพญาปลวกสิงสู่ เกลี้ยกล่อม จนกลายร่าง เปลียนวิญญาณเป็นพวกปลวกไป อย่างอดสูใจยิ่ง (โปรดคลิกเพื่อดูวิดีโอ "สังคมมดที่รวมพลังเพื่อทำประโยชน์ต่อส่วนรวม" ด้วยความชำนาญ ร่วมใจและสื่อสารในการทำงนเป็นทีม)

อนิจจา เนินดินแห่งสารขันธ์ มีกรรมอะไรจึงทำให้ปลวกสามารถแพร่พันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเช่นนี้

หากประเทศไทย เป็นเนินดินสารขันธ์ มีนักการเมืองปลวกกินบ้านโกงเมืองคงสิ้นหวัง รูปร่างประเทศไทยก็คงกลายเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่ จะยังเหลือนักการเมืองมดที่จะคอยคานพลัง "ธนาธิปไตย" ของนักการเมืองอยู่บ้างหรือไม่ ประชาชนไทยที่ห่วงใยบ้านเมือง จะไม่พยายามช่วยกันกำจัดนักการเมืองปลวกให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทยเลย หรืออย่างไร?

บ้านปทุมวัน 10 พฤษภาคม 2555 

อาจารย์ใหญ่-อุทิศกายไว้ ให้เป็นครู

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยงค์ พรหมวงศ์

                 “หมื่นตำรามิอาจเปรียบเทียบหนึ่งร่าง  หนึ่งชีพสร้างคุณค่ามหาศาล แม้แตกดับล่วงลับไปตามกาล    กายช่วยสานการแพทย์ให้ก้าวไกล”   (คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

              กลอนข้างตันเป็นส่วนนำของบทความ “อาจารย์ใหญ่” ของอาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์ ครูชำนาญการพิเศษ  โรงเรียนอนุบาลวัดนางใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง ผู้เขียนอ่านแล้วประทับใจในกุศลจิตของ ดร.กรกมลฯ ที่จะอุทิศร่างกายเพื่อให้เป็นครูของนักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์หลังจากละโลกไปแล้ว แม้อาจารย์ ดร. กรกมลฯ จะไม่มีโอกาสอุทิศร่ายกายให้คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เพราะอยู่นอกเขตรับ แต่ก็สมปรารถนาเมื่อโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ (รังสิต) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รับร่างกายไว้ ยังความปลื้มปีติแก่ ดร.กรกมลฯ เป็นอย่างยิ่ง  

             อานิสงค์แห่งการมอบร่างกายเพื่อเป็นแหล่งความรู้มี ๕  ประการ

             ประการแรก การให้ความรู้เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีใดเทียบ"ธรรมทาน" ร่างกายที่บุคคลสละความยึดมั่นในตัว (ร่าง) ของตน และมอบให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาถือว่า เป็นการให้ธรรมทาน

             ประการที่สอง เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีวิญญาณครอง แม้ตายไปแล้ววิญญาณก็ยังตามติดเนื้อหนังที่เซลล์ของเขาติดอยู่ และ จะผละไปอย่างโกรธแค้น ขุ่นเคืองจนกว่าร่างจะถูกเผา ร่างกายมนุษย์มีเซลล์จำนวน 60 ล้านๆ เซลล์จึงมีวิญญาณครองกว่า 60 ล้าน ล้านชีวิต การมอบร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่จะทำให้วิญญาณน้อยใหญ่ที่ครองเซลล์ได้รับพลังชีวิตคือ พลังบุญ เพื่อขับเคลื่อนพวกเขาให้ไปสู่ภพภูมิที่ สูงขึ้น ผ่านพ้นสภาวะบีบคั้นที่ยากจะทน (ทุกข์) ในโลกของโอปปาติกะที่ต้องเฝ้าเรือนร่างของตนจนกว่าจะได้รับการฌาปนกิจ พระจึงแนะนำให้ขออโหสิกรรมเนื้อ ปลา ไก่ หมู กุ้ง ปู ฯลฯ ที่เป็นอาหารและถวายแด่พระพุทธองค์ก่อนที่จะรับประทาน 

             ประการที่สาม ความสำเร็จจากการได้อุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ จะยังความปลื้มปีติให้เกิดแก่ผู้ให้อย่างมหาศาล และจะเป็นต้นทุนที่จะหนุนให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่สมถกัมมัฏฐานจนถึงวิปัสสนากัมมัฏฐาน และน้อมนำจิตให้หันเข้าสู่ทางด่วน (คือ "ทางสายเอก" เพราะเป็นเพียงสายเดียวที่จะไปสู่ความหลุดพ้นจากการเวียนวายตายเกิด) ที่จะนำไปสู่อวกาศของจักรวาลคือพระนิพพาน

             ประการที่สี่ ญาติมิตรและผู้อยู่รอบข้างย่อมอนุโมทนาและได้รับบุญไปด้วย จะเป็นตัวอย่างสำหรับการประพฤติปฏิบัติตามในการที่จะไม่ "ติดตัว" คือหลงใหลในความงามความหล่อของตนเหมือนติดหนังติดละคร เพราะสุดท้ายก็จะได้พบเห็นจุดจบเดียวกันคือร่างกายที่เน่าเปื่อยผุพัง ไม่สามารถดำรงอยู่นิรันดร

             ประการสุดท้าย พิธีพระราชทานเพลิงศพที่นิสิตนักศึกษาจัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้ จะเป็นแหล่งบุญก้อนใหญ่ที่จะช่วยขับเคลื่อนวิญญาณ (ตะนะ=ตน )ของอาจารย์ใหญ่ไปสู่สุคติ เมื่อหลุดพ้นไปสู่พระนิพพาน ใจและกายนำไปไม่ได้ แต่ "ตะนะ" ที่เรียกกันว่า "วิญญาณ" เท่านั้นที่จะดำรงอยู่ในอายตนะนิพพานได้โดยไม่แปรปรวน ไม่กำเริบ ไม่แตกดับ มีความจีรัง ดังพระพุทธวจนะที่ได้ตรัสไว้

             ดังนั้น การมอบร่างกายให้ทำหน้าที่เป็นครูผู้ไร้ชีวิต แก่นิสิตนักศึกษาจึงเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง

             ผู้เขียนเห็นว่า บทความเรื่อง "อาจารย์ใหญ่" ของ ดร.กรกมล เหมทานนท์ จะทำให้ท่านผู้อาจได้ข้อคิดที่ดี และอนุโมทนาบุญกับกุศลจิตของอาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์ จึงขอนำเสนอ ณ ที่นี้

                ขออัญเชิญพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธชินราช (พระพุทธเจ้าองค์ปฐม) พระพุทธทีปังกร และพระพุทธโคดมและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระผู้เป็นเจ้าแห่งชาวคริสเตียนและชาวมุสลิมประทานความคุ้มครองแก่พวกเราทั้งหลายให้ผ่านอุทกภัยใหญ่หลวงโดยทั่วกัน

โปรดคลิ้กเพื่ออ่านบทความของ อาจารย์ ดร.กรกมล เหมทานนท์  

ขอเชิญชมสารคดีชุด "กบในกะลา" ชุดรายการ "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ไร้ชีวิต" 

ดำเนินรายการโดยคุณดวงธิดา นครสันติภาพ และคุณประธาน อิงคนินันท์ 

โปรดคลิกที่ภาพเพื่อชมวิดีโอรายการ กบในกะลา" ชุดรายการ "อาจารย์ใหญ่ ครูผู้ไร้ชีวิต" 

 

 แม้จะมีกรรมทำให้เกิดเป็นสุนัข แต่ก็ยังมีใจรักในการปฏิบัติธรรม  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คำทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดในประเทศไทยโดยหลวงพ่อฤษีลิงดำ (อ่านต่อโปรดคิด)

 น้ำท่วมไทยอาเพทภัยจากกรรมที่คนทำต่อแผ่นดิน (อ่านต่อโปรดคิด)

คุณลักษณะที่ยิ่ง ๑๐ ประการ สำหรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยที่ชื่อยิ่งลักษณ์-   (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ฯพณฯ สุวิทย์ คุณกิตติ-วีรบุรุษสงครามปกป้องบริเวณเขาพระวิหาร จากการรุกล้ำอธิปไตยของเขมร (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ภาพพจน์นักการเมืองไทย-ไม่มียุคใดเสื่อมทรามถูกเปรียบเปรยเป็นสัตว์เหมือนยุดนี้ (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การยกเลิกกฎหมายละเมิดพระมหากษัตริย์-ทำเพื่อใคร อะไรอยู่เบื้องหลัง (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

แนะนำระบบการศึกษาไร้พรมแดน  มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

Bangkokthonburi's Borderless Education System: A Brief Introduction  (English Please Click)

เสรีภาพทางวิชาการ-มีมากมายถึงกับจะพูดเข้าข้างศัตรูของชาติและท้าทายกฎหมายเชียวหรือ? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ฝันไปเถอะ ทั้งชาติก็ไม่มีวันเป็นจริง!!! (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การสลายพันธมิตรที่ชุมนุมโดยสันติ-ไม่กลัวการนับถอยหลัง ไปสู่จุดจบของรัฐบาลหรือ? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลกับการรักษาอธิปไตยของชาติ-สมคบกันเข้าข้างเขมร อย่างน่าสลดใจที่สุด! (อ่านต่อโปรดคลิ้ก) ! (อ่านต่อโปรดคลื้ก)

ดินแดนไทยติดชายแดนเขมรที่เป็นค่ายอพยพของสหประชาชาติ ไทยปล่อยให้เขมรเข้ามาครอบครองตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ได้อย่างไร?(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง-ความคิดชวนตำหนิ ของผู้บริหารประเทศที่หลงใหลฝรั่งจนลืมความเป็นไทย (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง: กรณีพิพาทเขาพระวิหาร-ข้อเท็จจริงที่ทำไม เขมรจึงปกป้องบันทึกความเข้าใจ พ.ศ.2543- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คุณธรรม: คารวะ "แม่" แห่งแผ่นดินไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

คุณธรรม: โสฬสมาตาคติ: ข้อควรรำลึกถึงพระคุณแม่ 16 ประการ- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "คำถามค้างใจกรณีไทยเกือบจะเสียดินแดนรอบ เขาพระวิหาร-เป็นเพราะความไม่สนใจปัญหา ความหวาดกลัว หรือความไม่ไวต่อสถานการณ์ของรัฐบาล"- .(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง การล้มเจ้าล้มสถาบัน-เหตุอันควรประท้วงดวงวิญญาณบรรพบุรุษ "เสื่อผืนหมอนใบ"ที่เข้ามาพึ่งพระโพธิสมภารแต่ปล่อยให้ลูกหลานเนรคุณเจ้าของแผ่นดิน"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง  "ลักษณะสำคัญของการศึกษาที่เมืองไทยหลงทางมากกว่าร้อยปี" - (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "คุณธรรมนำการปรองดอง-เพียงยึดหลักนิติรัฐ ความปรองดองจะเกิดขึ้นในบ้านเมือง"  (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ)

การศึกษา "การศึกษาระดับปริญญาโท-เอกในเมืองไทยและต่างประเทศ: จุดด้อย จุดเด่นที่ควรส่งเสริมและค่านิยมที่ควรพัฒนา"- (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ) 

ธรรมะกับชีวิต "ฮวงจุ้ยที่" ไหนจะสู้ "ฮวงจุ้ยใจ": ความหลงผิดในศาสตร์ลมและน้ำของจีน  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การบ้านการเมือง "5 อย่า"เพื่อความอยู่รอดของชาติ: อย่ายุบสภา อย่าปรองดองกับคนไม่ดี อย่านิรโทษกรรมคนทำชั่ว อย่าเกรงใจนักการเมืองเห็นแก่ตัว และอย่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คลิ้กเพื่ออ่านต่อ) 

ธรรมะกับชีวิต  ความรักของนกกระจิบ-ข้อเตือนใจคนที่ควรเอาเป็นตัวอย่าง (คลิ้กเพื่อดูภาพและคำบรรยาย)   

บทความในอดีต

การเมือง  "พฤษภามหาวินาศ-ความอาฆาตแค้นเผาผลาญบ้านเมือง จนวายวอด  ปรากฏการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในเมืองพระพุทธศาสนา"- (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

การเมือง "ถางไร่มะเขือเทศ--ขจัดตำรวจสีกากีใส้แดงสิ่งแรกที่ต้องปฏิรูป อย่างเร่งด่วน?"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)    

การเมือง  "ขี้แพ้ชวนตี แทนที่จะสงบเสงี่ยมเจียมตัว-นักการเมืองหลงยุค หลับไหล เข้าข้างตนเอง ไม่สำนึกว่า ตนก็อาจมีส่วนสนับสนุนพวกก่อการร้ายมีโทษถึงประหาร" (อ่านต่อโปรดคลิ้ก) 

การเมือง สื่อต่างชาติกระชากหน้ากาก"ไอ้โม่งดำ"--กาฬเทพปกป้อง กลุ่มผู้ก่อการร้าย เสื้อแดง--(อ่านต่อโปรดคลิ้ก) 

การเมือง  เป็นสภาเถื่อนไปแล้วหรือจึงยอมให้เป็นเวทีซักฟอกความชั่ว บิดเบือนความจริง และตลบแตลงอย่างน่าแขยงที่สุด? (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ยุบสภา-ยุบทำไมยุบเพื่อใคร? #14

กบถแดง ผู้ก่อการร้าย สื่อและนักวิชาการซาละเปาใส้ถ้่วแดง ตำรวจมะเขือเทศกับทหารแตงโม: โรคร้ายและปัจจัยวิบัติแห่งแผ่นดินที่ต้องขจัด ผ่าตัดอย่างรีบด้วย

ชาวบางระจันยุคไซเบอร์-ทางออกของแผ่นดิน ที่จะเอาชนะกบถแดงที่มุ่งล้มล้าง ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  

สดุดีดวงวิญญาณวีรบุรุษทหารหาญ ผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้กับพวกก่อการร้าย และพวกกบถต่อรัฐ เพื่อปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์และแผ่นดินไทย  #15

หลั่งเลือดทาแผ่นดินและสาบแช่งผู้อื่น ไม่กลัวคำสาปจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองหรือ? #13

มีนาคม 2553--"มีนามหาวิปโยค" หรือ "มีนาสร่างโศก" แห่งแผ่นดิน #13A ปีเสือ 2553 ขอให้เป็นปีวิบัติแห่งคนชั่วที่โกงชาติโกงแผ่นดิน  (โปรดคลิ้ก)#12

เจ้ามูลแม้ว-พม่าหรือเขมรกลับชาติมาเกิด? (โปรกดคลิ้ก)

ช่วยคนชั่วกลับครองอำนาจหรือเดินสายขายชาติ?ช่วงเข้าพรรษาตรงกับประเทศไทย หรืออินเดีย?-ปฎิทินจันทรคติที่ใช้ในพระพุทธศาสนา เป็นของชาติใด?

ในอินเดียหรือเนปาลแต่เกิดในประเทศไทย (ศุภกฤษฎิ์ มหารักขกะ)

สังคมการเมืองไทย:สังคมวิกฤตคุณธรรม

สังคมเมืองสารขัณฑ์สับสนอับจนคุณธรรม:ผู้นำ ผู้ตามไร้วุฒิภาวะและสามัญสำนึกหรือไม่?คุณธรรมจริยธรรมนักการเมือง: เงื่อนไขความสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง   

มติหวยบนดิน:ตราบุญหรือตราบาปของรัฐสภา?  

วปอ.กับงานป้องกันราชอาณาจักร: บัณฑิตได้ทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักร์แล้ว หรือยัง?

"ยุติการชุมนุม-แกนนำมอบตัว ชัยชนะของรัฐบาลที่จะนำไปสู่การ ฟื้นฟูบ้านเมือง" (อ่านต่อโปรดคลิก)                                                                                         

"แผ่นดินของพ่อ"--วาทะจรรโลงใจ ท่ามกลางความวุ่นวายในแผ่นดิน (อ่านต่อโปรดคลิ๊ก)

"การประกาศสลายผู้ชุมนุม-ล้มเหลวซ้ำซาก จนสุดจะทน"(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                              

ปรองดอง ร้องขอหรือง้องอน-แนวคิดผิด กระบวนการไม่ถูกต้อง เงื่อนไขไม่ครบ จะสำเร็จได้หรือ?  (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                                              

"เส้นทางปรองดอง-นายกรัฐมนตรีขาดภาวะผู้นำ ละทิ้งหลักการที่จะไม่ยุบสภาภายใต้แรงกดดัน และหันหลังให้ประชาชน ผู้สนับสนุนอย่างไม่แยแสหรือไม่?" (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบก (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

ชาวบางระจันยุคไซเบอร์-ทางออกของแผ่นดิน ที่จะเอาชนะกบถแดงที่มุ่งล้มล้าง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (อ่านต่อโปรดคลิ้ก)                            

ฝ่ายชั่วกับฝ่ายดี ดูจากสีจะแยกได้หรือไม่?(อ่านต่อโปรดคลิ้ก)

 www.chaiyongvision.com email: chaiyong@irmco.com 

เว้ปไซต์นี้ เสนอทัศนะทางเศรษฐกิจและการเมือง การศึกษา ธรรมะกับชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประวัติและผลงาน การวิจัย พระพุทธอุบัติภูมิ งานสร้างสรรค์ทำให้มสธ. ฯลฯ ทุกสัปดาห์    ทัศนะที่นำเสนอในเว้ปไซต์นี้ เป็นของ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ไม่จำเป็นต้องสะท้อนองค์กรที่เคยสังกัดหรือกำลังสังกัดในปัจจุบัน

พุทธอุบัติภูมBuddha's Birthplace  

Free Hit Counter

 

  อ่านตำนานเมืองร้อยเอ็ดใหม่ โปรดคลิ้ก

WEB BOARD โปรดแสดงความคิดเห็น

ใบประกาศเกียรติคุณผลงานศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Who's Who in the World (Twenty Seventh Edition 2010) โดยความเห็นชอบของ  Marquist Who's Who Publication Board สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้ที่สร้างผลงานทางวิชาการ และวิชาชีพดีเด่น และได้บำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ ต่อความเจริญของสังคม

 Webstats4U - Free web site statistics
Personal homepage website counter

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติและผลงาน

ฉบับย่อ      ฉบับละเอียด พรรณนาประวัติ ผลงานและทัศนะ

 

คติประจำใจ:

"ปราศจากความพยายามที่ทุรนทุราย จะหาความเป็นเลิศ มิได้เลย"

รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาทางไกล

ประธานผู้บริหาร (Chief Executive Officer-CEO)

วิทยาลัยการศึกษาไร้พรมแดน

มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

อดีต:

ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ในชุดครุยผู้บริหาร มสธ.นึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชและเป็นผู้พัฒนา ระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

อธิการบดีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมการ (Dhammakaya Open University-DOU), Asuza, California (2001)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

อนุกรรมาธิการอุดมศึกษา วุฒิสภา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒรธรรม วุฒิสภา

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรองอธํิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า

ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

UNESCO/UNDP Expert (Indonesia, Sri Lanka, Maldives, Laos, Malaysia, Japan, India, Pakistan)

 

 

บทความเก่า 2549-51

ประชาธิปไตยเมืองไทยแบบพรรคเดียว กำลังละม้ายสถานการณ์อดีตเผด็จการประชาธิปไตย ของอินโดนีเซีย 

“เศรษฐาณานิคม”: วิวัฒนาการการล่าอาณานิคมจาก“อิสต์อินเดีย” ของอังกฤษในยุคเดิม มาเป็น“เทมาเสก”ของสิงคโปร์ในยุคโลกาภิวัฒน์  

 ดร.ทักษิณเก่งจริงหรือมีอะไรเป็นปัจจัย เกื้อหนุน- -บุญวาสนา ความสามารถ โอกาส หรือการผู้ขาด?   

สาระสำคัญที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ: สาระที่อาจต้องใช้อำนาจตามมาตรา 7เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของบ้านเมือง    

คุณลักษณะ ๑๐  ประการสำหรับผู้นำประเทศ   

ผู้ว่าซีอีโอ-ความสับสนในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ระหว่างการบริหารราชการกับการบริหารราชกิจ

วิกฤตค่านิยม--สามเหรียญ สามค่า สาเหตุแห่งความขัดแย้งความเก่งกับความดี ความร่ำรวยกับความพอเพียง และความรักปกป้องตนเองกับพวกพ้อง กับความรักปกป้องชาติ