แนะนำ ประวัติ ผลงาน และทัศนะ

[การศึกษา][การวิจัย][ธรรมะกับชีวิต][เศรษฐกิจและการเมือง][พระพุทธอุบัติภูมิ] [50 ผลงานสร้างสรรค์ให้ มสธ.] [ประวัติและผลงาน]

คลิ้กเพื่อฟัง  

[Present Position][Personal Information][Educational Background][Professional Experience][International Experience][Research] [Achievement and Contributions][Publications][Specializations and Interests]

 

 

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ

 

 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด(ขวามือ) นำ อธิการบดี (ผ.ศ.เฉลย ภูมิพันธ์) กรรมการสภามหาวิทยาลัย และคณาจารย์  เข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ ณ พระที่นั่งดุสิตาลัย เมื่อวันจันทร์ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙

คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชเข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต แต่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ณ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา (๒๕๔๔)

 

Buddha's Birthplace  

 

(c) Speed test

บทความ

ความเก่งกับความดีตามแนวพระราชดำรัส

“เศรษฐาณานิคม”: วิวัฒนาการการล่าอาณานิคมจาก“อิสต์อินเดีย” ของอังกฤษในยุคเดิม มาเป็น“เทมาเสก”ของสิงคโปร์ในยุคโลกาภิวัฒน์    

  ดร.ทักษิณเก่งจริง หรือมีอะไรเป็นปัจจัยเกื้อหนุน--บุญวาสนา ความสามารถ โอกาส หรือการผู้ขาด?   

วิกฤตค่านิยม--สามเหรียญ สามค่า สาเหตุแห่งความขัดแย้ง: ความเก่งกับความดี ความร่ำรวยกับความพอเพียง และความรักปกป้องตนเองกับพวกพ้องกับความรักปกป้องชาติ   

คุณลักษณะ ๑๐ ประการสำหรับผู้นำประเทศ   

ผู้ว่าซีอีโอ-ความสับสนในการบริหารราชการแผ่นดินระหว่าง การบริหารราชการกับการบริหารราชกิจ  

สาเหตุความล้มเหลวของซีอีโอ

 

 

ประวัติและผลงาน

บทความ   PPT

ฉบับย่อ    ฉบับละเอียด

 

บทความใหม่

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศเกียรติคุณ เป็น "ปูชนียาจารย์" 

             วันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เนื่องในวาระครบ 51 ปีการก่อตั้ง คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ศาสตราจารย์ ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้รับแต่งตั้งเป็น "ปูชนียาจารย์" ในฐานะเป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่องานอบรมสั่งสอนนิสิตคณะครุศาสตร์ในช่วง 10 ปี ที่เป็นอาจารย์คณะครุศาสตร์ และ 25 ปีในฐานะหนึ่งในคณะผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร ประธานกรรมการ และกรรมการในระดับชาติและระดับท้องถิ่น

            ต่อไปนี้ คือ คำประกาศเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 

            ประกาศเกียรติคุณปูชนียาจารย์คณะครุศาสตร์ ปีพ.ศ. ๒๕๕๑ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์ เกิดเมื่อวันที่  ๒๐  พฤศจิกายน ๒๔๘๔ รับราชการ ตำแหน่งอาจารย์ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อพ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๒๕ เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๕

          ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์   สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต  สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ/คณิตศาสตร์) พ.ศ. ๒๕๐๗ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโสตทัศนศึกษา พ.ศ.๒๕๐๙  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษาและนิเทศการศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๑ และระดับปริญญาเอกสาขาวิชาเทคโนโลยีการสอน พ.. ๒๕๑๕จาก University of Southern California สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนฟูลไบรท์

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์  ถือเป็นปรมาจารย์ด้านเทคโนโลยีการศึกษา ท่านได้สร้างองค์ความรู้ และถ่ายทอด ความรู้แบบบูรณาการได้อย่างลึกซึ้ง เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้พัฒนาระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." และได้สร้างสรรค์ระบบงานวิชาการและเทคโนโลยีการศึกษาสำหรับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกว่า ๕๐ งาน

 จากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์และมีคุณประโยชน์ทำให้ท่านได้รับการประกาศเกียรติคุณ มากมาย อาทิ  อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด   กรรมการสภาวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กรรมการสภาวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ กรรมการสภาวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นกรรมการประเมินตำแหน่งทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยราชภัฎ หลายแห่ง เป็นอนุกรรมาธิการอุดมศึกษาวุฒิสภา และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมวุฒิสภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรม เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นกรรมการบัญญัติศัพท์ทางภาพแห่งราชบัณฑิตยสถาน เป็นประธานคณะอนุกรรมการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานการจัดการ ศึกษาทางไกลในระดับปริญญา ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาแห่งชาติ ทบวงมหาวิทยาลัย เป็นประธานคณะอนุกรรมการจัดทำโครงการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีการศึกษาแห่งชาติ ทบวงมหาวิทยาลัย และเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการศึกษาทางไกลและด้านเทคโนโลยีการศึกษาขององค์กร UNESCO/UNDP ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา สาธารณรัฐมัลดีฟท์ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และปากีสถาน

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์  มีผลงานวิชาการ  งานวิจัย  การบริการสังคม จำนวนมากมายที่มีคุณู ประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาของประเทศระดับชาติ เป็นผู้พัฒนาระบบการสอน “แผนจุฬา” ระบบการสอนแบบศูนย์การเรียน และระบบการสอนแบบอิงประสบการณ์

 จากฝีมือผนวกกับความเป็นนักปราชญ์ทางการศึกษา ทำให้ท่านได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ ๑๐ทางการศึกษา ใน พ.ศ. ๒๕๓๑ และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ทางการศึกษา ในพ.ศ. ๒๕๔๑ นับเป็นศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑ ทางการศึกษา คนที่ ๒ ของประเทศไทย

             โดยเหตุที่ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์  พรหมวงศ์  เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความรู้คู่คุณธรรม เป็นกัลยาณมิตร เป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ทั้งปวง เป็นผู้อุทิศตนสรรสร้างผลงานการศึกษาและวิชาชีพครู  มีคุณูปการต่อสถาบัน  ประเทศชาติ  และประชาชน   คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จึงขอประกาศเกียรติคุณให้เป็น ปูชนียาจารย์แห่งคณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 

 

วปอ.กับงานป้องกันราชอาณาจักร: บัณฑิตได้ทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักร์แล้วหรือยัง?

โดย ศาสตราจารย์ ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์

www.chaiyongvision.com  

         ศัตรูแห่งราชอาณาจักรคืออะไร? ทำไมจึงต้องตั้งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรมาซ้ำซ้อน กับสถาบันทหาร ชั้นสูงของกองทัพที่มีอยู่แล้ว?  ปัจจุบันยังจะมีศัตรูภายนอกที่จะยกกองทัพมาประชัดชายแดนไทยอยู่หรือ จึงจะต้องผลิตบัณฑิตปกป้องราชอาณาจักร จากคนที่ไม่ได้ผ่านโรงเรียนทหาร... คำตอบก็เด่นชัดอยู่แล้วว่า ความมั่นคงของชาติมิได้อยู่ที่ภยันตรายจากศัตรูภายนอกที่ใช้กำลังทหารหรืออาวุธยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่มีภยันตรายในรูปแบบอื่นอีกมากที่เกิดจากภายใน ประเทศ เป็นภัยที่มองไม่เห็น แต่กัดกร่อนความมั่นคงของชาติ แทรกซึมและทำลายระบบต่างๆ ของชาติทีละน้อยจนเสื่อมสลาย เกินแก้ไข

            เทียบได้กับร่างกายมนุษย์ที่มีศัตรูภายนอกได้แก่ อาวุธ มีปืน มีด หอก หลาว ฯลฯ หรือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ การขับขี่ยานยนต์ และศัตรูภายในได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะโรคร้ายที่คร่าชีวิตแบบไม่รู้เนื่อรู้ตัวได้แก่โรคมะเร็ง ที่เมื่อรู้ตัวก็มักเข้าระดับอันตรายและเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถูกคร่าชีวิต

            ศัตรูของราชอาณาจักรประกอบด้วยศัตรูของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยฺ

ศัครูของชาติ ไม่ใช่กองกำลังต่างชาติจากภายนอกที่จะเข้ามารุกรานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนอนบ่อนใส้ คือ การให้ต่างชาติแทรกซึมเข้ามาครอบงำองคาพยพต่างๆ ของชาติ อาทิ การให้ต่างชาติเข้ามาใช้สนามบินหรือครอบงำกิจการทหาร การใช้ระบอบการเมืองที่เป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข การใช้ระบบเศรษฐกิจที่ยึดทุนนิยมสามานย์โดยให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองทรัพย์สมบัติชาติ ด้วยการทรยศของคนในชาติที่เห็นแก่อำนาจเงินร่วมมือกับต่างขาติเข้ามาแย่งอาชีพชาวไทย

ศัครูของศาสนา คือ การบิดเบือนคำสอนของศาสดา อันเกิดจากความหลง รู้ไม่เท่าทันกับสภาพที่เป็นจริง ตีความหลักธรรมคำสั่งสอนเพื่อหาประโยชน์ใส่ตนเองและพรรคพวก และที่ร้ายสุด คือ นับถือศาสนาแค่ลมปาก หาได้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสั้งสอนแต่อย่างใดไม่ เช่น พระพุทธศาสนาสอนให้ละโลภ โกรธ และหลง แต่ประชาชนบ่มางกลุ่มกลับ เห็นแก่อำนาจและเงินตราจึงกอบโกย โกงกินบ้านเมือง และเอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมชาติด้วยการค้าขายเอากำไรเกินควร โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของชนส่วนใหญ่

ศัตรูของพระมหากษัตริย์ คือ กลุ่มชนและลัทธิความเชื่อที่ต่อต้านเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน และหาทางเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่การปกครองระบอบสาธารณรัฐ

หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรมีจุดมุ่งหมายที่จะใหัความรู้ เกี่ยวกับรากฐานความั่นคงของชาติ โดยเชื่อว่า สถานภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมเป็นฐานความมั่นคงของชาติ จึงปลูกสำนึกและสำเนียกเกี่ยวกับภยันตราย ของราชอาณาจักรทั้งสามประเภทที่กล่าวข้างต้น ด้วยการคิดเลือก ให้การศึกษาอบรมแก่นักศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ก่อนสำเร็จการศึกษาก็เดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ สำเร็จการศึกษาแล้วก็รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายโยงใย ในการทำธุรกิจและการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐลงทุนให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาวปอ. คนละมากกว่าล้านบาท โดยหวังว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วจะทำหน้าที่ปกป้องราชอาณาจักรสมตามเจตนารมย์การจัดตั้งการศึกษาชั้นสูงแห่งนี้ และได้ผลิตบัณฑิตไปแล้วมากกว่าพันคนที่จะเป็นกองทัพปกป้องราชอาณาจักรไทยที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

            แต่...ในปัจจุบัน ประเทศชาติกำลังเผชิญศัตรูภายในได้แก่ การฉ้อราษฎร์บังหลวง    พยายามเปลี่ยนแปลการปกครอง ไปสู่การปกครองระบอบสาธารณรัฐ จาบจ้วงและโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ เสาะแสวงอำนาจรัฐด้วยวิธีการนอกครรลอง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ชูนโยบายประชานิยม มอมเมาประชาชนด้วยอามิสสินจ้างที่เป็นเพียงเศษเนื้อเศษกระดูก  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ส่วนกลุ่ม ส่วนพรรคมากกว่าประโยขน์บ้านเมือง โกงบ้านกินเมืองอย่างแยบยล แบบบูรณาการจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ฯลฯ 

           ศัตรูสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นใขณะนี้ มีหลายสถานการณ์ อาทิ ความหมิ่นเหม่ที่ประเทศไทยจะเสียดินแดน 1.5 ตารางกิโลเมตร รอบเขาพระวิหารอันเนิ่องมา จากการที่รัฐบาลไม่ได้ประท้วงหรือร่วมยื่นการให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ต่อองค์การยูเนสโก และการที่ต่างชาติเข้ามาซื้อ ที่ดินทำนาหลายพันไร่ในจังหวัดต่างๆ เช่น ที่อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นการแย่งอาชีพ และทำลายความมั่นคงด้านอาขีพของประชาชนชาวไทน

            ...ไม่เห็นใครมองเห็นภยันตรายที่มีต่อราชอาณาจักรเลยหรือ เห็นมีแต่พันธมิตรและประชาชนนับหมื่นที่กำลังชุมนุมกัน ณ สพานมัฆวานรังสรรค์ (มหาวิทยาลัยราชดำเนิน) เท่านั้น ศิษย์เก่า วปอ.ส่วนใหญ่ ไปไหนกันหมด มีเพียงไม่กี่คนที่ออกมาร่วมชุมนุม และบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือการกอบกู้ชาติ ปกป้องราชอาณาจักรของพันธมิตร... ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะกลับมา “ใช้ทุน” คืนแก่ประเทศชาติ ด้วยการร่วมแรงรวมใจ กันป้องป้องและทำลายศัตรูราชอาณาจักร เพื่อให้ประเทศชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ร้อนพ้นจากภัยของแผ่นดิน คือ ระบอบทักษิณ นอมินี และบริวารให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย

            หากผลผลิตของวปอ. ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แยกแยะไม่ออกระหว่างฝ่ายธรรม กับฝ่ายอธรรม ปล่อยให้ศัตรูของชาติ ลอยนวล กองทัพบกก็ควรพิจารณาทบทวนว่า จะยังคงเผาผลาญเงินภาษีอากรของชาวไทยดำเนินงาน สถาบันแห่งนี้ต่อไปอีกหรือไม่.

ปทุมวัน 9 มิถุนายน 2551

________________________________________________________________________________________

บทความใหม่

25 ทุลักษณะของระบอบจตุรพักตร์ แห่งประเทศสารขัณฑ์

โดย ศาสตราจารย์ ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์

www.chaiyongvision.com

            ณ ประเทศสารขัณฑ์ ในอวตารทวีป....

นับตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ดร.จตุรพักตร์ เข้าบริหารประเทศ ได้เกิดปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น จนชาวสารขัณฑเรียกว่า ระบอบจตุรพักตร์ ประชาชนส่วนใหญ่เดือดร้อน ประเทศชาติถูกโกงกิน และความวุ่นวายเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า

ต่อไปนี้ คือ ลักษณะชั่วร้าย 20 ประการของระบอบจตุรพักตร์ ที่พอประมวลไว้ได้  

      มุ่งไปสู่การปกครองระบอบสาธารณรัฐ จาบจ้วงและโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

ได้อำนาจรัฐด้วยวิธีการนอกครรลองที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ชูนโยบายประชานิยม มอมเมาประชาชนด้วยอามิสสินจ้างที่เป็นเพียงเศษเนื้อเศษกระดูก

. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ส่วนกลุ่ม ส่วนพรรคมากกว่าประโยขน์บ้านเมือง

. โกงบ้านกินเมืองอย่างแยบยลแบบบูรณาการจากนโยบายไปสู่การปฏิบัตื

ขายชาติ ขายแผ่นดิน และสมบัติชาติ โดยไม่นำพาเสียงทักท้วงของคนในชาติ

. ขาดความเป็นธรรมในการแบ่งปันทรัพยากร มือใครยาวสาวได้สาวเอา

. เห็นอำนาจเงินดีกว่าคุณธรรมความดี ทำความชั่วได้โดยไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน

ขจัดศัตรูหรือผู้คิดต้านด้วยการตัดตอนทั่งร่างกาย ทรัพย์สินและชื่อเสียง

๑๐. หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ทุกรูปแบบ ด้วยการครอบงำเจ้าหน้าที่ทั้งทางตรงและทางอ้อม

๑๑. ใช้ระบบอุปถัมถ์หนุนพรรคพวกตนที่เป็นคนชั่วให้ได้ตำแหน่งสำคัญโดยไม่คำนึงถึงความสามารถ

๑๒. ใช้ระบบผูกขาดเป็นเครื่องมือในการบริหาร โดยผ่านระบบนอมินี

๑๓. เน้นความเก่งมากกว่าความดี ไม่ส่งเสริมคีมีความสามารถเพื่อรับใช้ชาติ แต่ให้คนชั่วไร้ความสามารถครองตำแหน่งสำคัญ

๑๔.   เผด็จการทางความคิดและการกระทำ ดูกูกคนอื่นและคิดว่า ตนเองเก่ง เลิศเลอกว่าใคร

๑๕.   ชักศึกเข้าบ้าน ทั้งศึกทางทหาร เช่น ให้กองทัพต่างชาติมาใช้สนามบิน และศึกทางเศรษฐกิจ เช่น ให้ตะวันออกกลางเข้ามาสร้างเมืองธุรกิจหรือทำนาบนผืนแผ่นดินไทย

๑๖. เน้นความฟุ่มเฟือยมากกว่าความพอเพียง สร้างค่านิยมทรามทำลายวัฒนธรรมให้เยาวชน

๑๗.   เน้นทุนนิยมสามานย์ที่สร้างความร่ำรวยให้คนเพียงบางกลุ่มที่เป็นแกนนำระบอบจตครพักตร์

๑๘.  ปลูกฝังความเชื่อผิดๆ ว่า โกงได้ เพียงขอให้ชาวบ้านสบาย

๑๙. ถูกครอบงำด้วยโมหะ โลภ และโทสะ ไม่ละอายหรือเกรงกลัวบาป

๒๐. หาทางให้ตนเองและพรรคพวกพ้นผิดด้วยวิธีการแก้กฎหมายโดยอาศัยเผด็จการรัฐสภา  

๒๑. ครอบงำองค์กรอิสสระด้วยการจ่ายเงินซื้อตัว เช่น ศาลรัฐธรรมนูญสมัยคดีซุกหุ้น 1 กกต. เพื่อยกฟ้องคำร้องทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของพรรคร่วมรัฐบาลว่า 700 คดี  

๒๒. ครอบงำเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้วยการซื่้อกิจการ 

๒๓. แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯลฯ เพื่อให้ตนเองและพรรคพวกเข้าไปเป็นเจ้าของกอบโกยเงินเข้ากระเป๋า 

๒๔. ดำเนินโครงการเมกะโปรเจค โดยใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน สร้างหนี่สินให้ลูกหลานอย่างไม่ละอายใจ 

๒๕. ซื้อที่ดินเป็นของตนเองทุกหนทุกแห่ง ทุกตรอกซอกซอย ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเพื่อที่จะนำไปขายให้ต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ แขกจากตะวันออกกลาง

        ทุลักษณะ 25 ประการนี้ คงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่านคิดว่า มีลักษณะชั่วร้ายอย่างอื่นเพิ่มอีกบ้างไหม? โปรดเสนอแนะไปที่ chaiyong@irmico.com จะเป็นพระคุณยิ่ง.

 ปทุมวัน 7 มิถุนายน 2551  11:03 น.

________________________________________________________________________________________บทความใหม่  

หากยังแยกแยะธรรมกับอธรรมไม่ออก แล้วจะใช้สีขาวได้อย่างไร 

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

www.chaiyongvision.com

           มิถุนายน 2551-- ขณะที่มีความขัดแย้งในสังคมระหว่างสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ขับไล่ รัฐบาล ฯพณฯ นายสมัตร สุนทรเวช ให้พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรีในข้อหา เป็นตัวแทนระบอบทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พยายามจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยพ้นผิกและไม่เหลียวแลเอาใจใส่ ปากท้องของประชาชน ปล่อยให้รัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์  แสดงถึงการขาดจริยธรรม ขาดความสง่างามที่จะเป็นผู้นำประเทศ ทำให้กลุ่มพันธมิตรและประชาชนเรือนแสนออกมาชุมนุมประท้วง จนถูกนายกรัฐมนตรีออกมาประกาศจะจัดการ “แตกหัก” กับกลุ่มผู้ชุมนุมจนสร้างความตึงเครียดเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย

            อยู่ๆ ก็มีนักวิชาการและประชาชนกลุ่มหนึ่ง จัดตั้งกลุ่มสีขาวเพื่อต่อต้านความรุนแรง โดยอ้างว่า สีขาวเป็นสีแห่งการไม่แบ่งแยก เป็นสีแห่งความสมานฉันท์และเป็นสีแห่งการต่อต้านความรุนแรง ผู้เขียนเห็นว่า ผู้ริเริ่มแนวคิดนี้ไม่มีความชัดเจนหลายประการ จึงขอแสดงทัศนะให้เห็นว่าการใช้สีขาวแทนความเป็นกลางระหว่างธรรมะกับอธรรม หรือระหว่างความดีกับความชั่วนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะ “สีขาว” เป็นสีแห่งธรรมะหรือสีแห่งความดี แต่ท่านกำลังจะนำสีขาวมาแทนความไม่นำพาต่อการนำชั่ว แทนความเพิกเฉย ไม่สนใจว่า ใครกำลังทำลายชาติ และพระมหากษัตริย์ และพยายามฉวยโอกาสหาชื่อเสียงจากการไร้จุดยืนของตนเอง และไปชักชวน เยาวชน นิสิต นักศึกษาให้คล้อยตาม แทนที่จะอธิบายให้เยาวชนเหล่านั้นว่า ทำไมกลุ่มพันธมิตรจึงต้องออก มาชุมชุนประท้วงและขับไล่รัฐบาล

            เมื่อท่านเลือกใช้สีขาว  ท่านคงเข้าใจว่า สีขาวแทนความดี ท่านจะหมายความว่า กลุ่มพันธมิตรไม่ใช่คนดีกระนั้นหรือ ท่านแยกแยะไม่ได้เลยหรือว่า พวกไหนเป็นฝ่ายธรรมะ พวกไหนเป็นฝ่ายอธรรม หากท่านแยกแยะธรรมะจากอธรรมไม่ได้ ท่านยังจะมีสิทธิใข้สีขาวเป็นสัญลักษณ์แทนกลุ่มของตนเองได้หรือ ขอเน้นว่า พันธมิตรมิใช่ฝ่ายอธรรมแน่นอน ดังนั้น ฝ่ายพันธมิตรต่างหากที่เป็นฝ่ายสีขาว         

ผู้เคยเขียนบทความเรื่อง “ระหว่างความชั่วกับความดี ไม่มีคำว่า เป็นกลาง” (29 มีนาคม 2549) จึงขอยืนยัน ณ ที่นี้ อีกครั้งว่า ระหว่างความดีหรือธรรม (ฝ่ายขาว) กับความชั่วหรืออธรรม (ฝ่ายดำ) ไม่มีคำว่า “เป็นกลางหรือสีเทา” ท่านจะต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง หากท่านไม่สนใจและอ้างความเบื่อหน่าย ท่านก็จะต้องถูกย้อมเป็นสีเทาและเป็นสีดาในที่สุด หากท่านมีสามัญสำนึก คือ "รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด รู้ควรไม่ควร" ท่านก็จะทราบว่า ใครดีใครชั่ว ใครถูกใครผิด ...แน่นอนความเป็นกลาง ของท่านก็มักบอกจุดยืนของท่านว่า กำลังเข้าข้างฝ่ายขาวหรือฝ่ายดำ ยกเว้นท่านถูกครอบงำด้วยอคติ ความเขลา หรือ ได้รับลาภยศสรรเสริญจากคนหรือกลุ่มคนที่ท่านเข้าข้าง แต่ท่านก็คงไม่กล้ายอมรับอย่างเปิดเผย จึงอ้างความเป็นกลาง เพื่อกลบเกลื่อนจุดยืนของท่าน ใช่หรือไม่? 

...เพื่อนบ้านถูกโจรปล้นบ้าน ข้าวของสูญหาย เจ้าของบ้านจับผู้ร้ายได้ กำลังทะเลาะกับโจร ท่านกลับเสนอหน้า ออกมาบอกว่า ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ขอให้สมานฉันท์ ให้เจ้าของบ้านและโจร ถอยไปคนละก้าว และขอให้เจ้าของบ้านหยุดโวยวาย อย่างนี้ถูกต้องหรือ?

กรณีความขัดแย้งที่กำลังฉีกชาวไทยออกเป็นสองกลุ่มในขณะนี้ คนที่เรียกร้องหาความเป็นกลางก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า รัฐบาลและคนอยู่เบื้องหลังซึ่งถูกกล่าวหาว่าโกงชาติ โกงแผ่นดิน ขาดจริยธรรม และขาดความสง่างามที่จะเป็นผู้นำของประเทศต่อไปนั้น เป็นความจริงหรือน่าจะจริง เว้นแต่ท่านจะตาบอด แยกไม่ออกระหว่างขาวกับดำ หรือความดีกับความชั่ว

ระหว่างความขาวกับความดำ หากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ฝ่ายดำจะชนะ และทำให้ความขาวแปดเปื้อนไปได้ ผ้าขาวหากไม่ดูแลก็จะหมองและคล้ำ กลายเป็นผ้ารี้ริ้วในที่สุด  ดังนั้นท่านจะต้องใช้ความพยายามปกป้องความขาว เพื่อมิให้ความดำเอาชนะ แม้เราจะไม่สามารถทำให้ทุกอย่างขาวสะอาดได้ ก็ต้องพยายามไม่ให้ความดำมีโอกาสมาแปดเปื้อน แต่ท่านจะเอาสีขาวมาใช้แทนสีเทาไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ในสังคมปัจจุบัน การรวมกลุ่มคนก็จำแนกได้เป็นสองพวก คือ พวกนิยมความเก่งกับนิยมความดี หรือพวกนิยมความร่ำรวยและพวกนิยมความพอเพียง หรือพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมกับพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

พวกสีขาวที่เรียกร้องให้เป็นกลาง ปราศจากความรุนแรง ก็อ้างว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจของชาติจะพังพินาศ แท้จริงแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่า ห่วงเศรษฐกิจของชาติจริงๆ หรือห่วงเศรษฐกิจของตนเองกันแน่ 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ยังดูดาย มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นจากความชั่วร้าย ของระบอบทักษิณ ทำตนเป็นกบอยู่ในหม้อนำที่ตั้งไฟ เมื่อเริ่มรู้สึกว่า น้ำเริ่มอุ่นขึ้นก็นิ่งนอนใจ ไม่ขวนขวายที่จะกระโดดหนี จนในที่สุดก็ตายเพราะน่ำร้อนเดือด ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ ชื่นชมผู้นำที่สร้างความหวังว่าจะทำให้ธุรกิจของตนเจริญรุ่งเรือง ขณะเดียวกันก็กระทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่ตนพึงมี หน้าที่ต้องชำระเพื่อบำรุงแผ่นดิน คนกลุ่มนี้จะดีใจที่สามารถเอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้ เช่น ดีใจที่ทำผิดกฎจราจรและหลบหลีก จากการถูกจับ อนุโมทนาบาปเมื่อทราบว่า คนอื่นร่ำรวยเพราะชนะการพนัน ถูกหวย รวยหุ้น โกง หลีกเลี่ยงหรือเอารักเอาเปรียบคนอื่น แม้เมื่อได้ทราบว่า คนที่เป็นใหญ่ในบ้านเมืองบางคนคดโกง ซื้อโรงภาพยนตร์ ที่เชียงใหม่ แต่โกงไม่ยอมจ่ายเงิน จนถูกฟ้องและศาลฎีกาพิพากษาให้แพ้คดี (คำพิพากษา คดีดำที่ ๑๔๙/๒๕๓๒ วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๒) แต่คนที่เห็นเขาว่าเก่ง ก็ยังเห็นว่า ผู้นำคนนี้เป็นคนดี ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่แก่ใจคนคดโกงจะเป็นคนดีไม่ได้เลย

อย่าทำตนเป็นคนไม่รู้หนาวรู้ร้อนเลย เป็นไปได้อย่างว่า ท่านไม่ทราบว่า ใครเป็นฝ่ายธรรมะ ใครเป็นฝ่ายอธรรมหรือฝ่ายชั่ว เว้นเสียแต่ท่านถูกครอบด้วยโมหะคือความหลงผิดและโลภคือ หวังอามิสสินจ้างจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง....

ผู้เขียนจึงยืนยันว่า ในฐานะที่ชาวไทยนับถือพระพุทธศาสนา จึงควรเลือกฝ่ายดี ฝ่ายธรรมะ เลิกอ้างหาความเป็นกลาง และอย่านำสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งความดีไปใช้ มิฉะนั้นบ้านเมืองจะพังพินาศ อย่าทำตัวเป็นสนามรบหรือหญ้าแพรกบนเส้นทาง แห่งการเผชิญหน้าระหว่างธรรมะกับอธรรม เพราะสนามรบไม่สามารถหยุดยั้งสองทัพที่กำลังเผชิญหน้ากันได้ กลับจะถูก เหยียบย่ำจนพินาศไป แม้ท่านจะอ้างความเป็นกลาง ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหายนะที่จะมาถึงท่านได้อย่างแน่นอน.

ปทุมวัน

4 มิถุนายน 2551 เวลา 23.59 น.  

 

________________________________________________________________________________________

บทความใหม่

การข่มขู่สลายการชุมนุม: รัฐบาลนายสมัครฯ ยังจะมีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศไทยอยู่หรือ?

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์  

    การประกาศทางสถานีโทรทัศน์ของฯพณฯ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เมื่อเช้าวันที่ 31 พฤษภาคม 2551 ที่จะจัดการขั้น “แตกหัก” กับการชุมนุมประชาชนไทยที่ยกระดับการชุมชนประท้วงการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาเป็นการขับไล่รัฐบาล โดยอ้างว่า ตนเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความชอบธรรมเพราะได้มาจากการเลือกตั้ง และได้บริหาร ประเทศมากว่าสามเดือน จึงไม่สมควรที่จะต้องถูกประท้วง วิพากย์วิจารณ์และขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี จึงไม่สามารถอดทนได้ จึงนะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดโดนการสลายการชุมนุมให้หมดสิ้นโดยเร็ว

     แต่เดชะบุญที่คำขู่ของนายสมัครฯ ไม่เป็นผลเมื่อรัฐบาลกลับลำและยกเลิกการสลายการชุมนุม โดยให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ออกมาประกาศยุติการสลายฯ โดยอ้างว่า สาเหตุที่จะสลายการชุมนุม ก็เพราะมีกลุ่ม “ปื้ด สอง” วางแผนจะวางระเบิดกลุ่มพันธมิตร ณ สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งที่บางโพ ดังนั้น ด้วยความหวังดี นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมได้รับความเดือดร้อน เสียเลือดเนื้อเสียชีวิต จึงตัดสินใจยุติการชุมนุม แต่เมือสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว จึงยกเลิกการสลายการชุมนุม และปล่อยให้มีการชุมนุมประท้วงขับไล่ รัฐบาลต่อไป

     ประเด็นที่ต้องถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการออกมาประกาศเช่นนั้น โดยไม่ได้ปรึกษาหารือ คณะรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล และผู้นำเหล่าทัพ ก่อนจะมาอ้างว่า ทหารและตำรวจได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเกิดจากการตัดสินใจของนายสมัครฯ เพียงคนเดียว ทำให้ประชาชนย้อนเห็นภาพประวัติศาสตร์ของนายสมัครฯ ที่ เคยเกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ประท้วงในอดีตเมื่อ พ.ศ. 2519 ที่กำลังจะเกิดซ้ารอยขึ้นมาอีก

       อุบัติการณ์นี้ แสดงประชาชนกังขาความสามารถในการใช้้วิจารณญาณ และการถูกครอบงำด้วยโมหจริต ว่า ตนเองมีความชอบธรรม ในการเป็นผู้นำประเทศ และโทสจริต ที่แสดงออกมาด้วย กายกรรมและวจีกรรมที่แสดงความก้าวร้าวต่อสื่อมวลชนและประชาชน อันเป็นผลจากโลภจริต ที่เห็นแก่อำนาจเงินที่ได้มาจากอำนาจเก่า อันเป็นต้นตอแห่งการปกครอง บ้านเมืองที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ...ยอมขายศักดิ์ศรี ขายวิญญาณของตน เป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกตราหน้าว่า โกงชาติโกงแผ่นดิน และท้ายสุดนายสมัครฯ ก็ปล่อยให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในพรรคพลังประชาชนที่ตนเองเป็นหัวหน้า ยื่นยัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ คนๆ นั้นพ้นผิดจากการถูกกล่าวหาในคดีต่างๆ หลายคดี และป้องกันมิให้พรรคพลังประชาชน ถูกยุบเพราะมีรองหัวหน้าพรรคเกี่ยวพัน กับการทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ประชาชนทั่วประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ได้ใช้มาไม่กี่เดือน และประสงค์จะให้รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน แต่รัฐบาลก็เมินเฉย จนนำมาสู่การประท้วงของพันธมิตร และประชาชนนับหมื่นแสนต่อเนื่องกันหลายวัน

จากพฤติกรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า นายสมัครฯ ขาดวิจารณญาณในการแก้ปัญหาบ้านเมือง ขาดความเป็นผู้นำ และไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน จึงสงสัยในความชอบธรรมที่นายสมัครฯ และคณะรัฐบาล จะบริหารบ้านเมืองต่อไปหรือไม่ จึงขอวิงวอนให้ท่านพิจารณาตนเอง โดยยึดธรรมเนียมปฏิบัติของ นักการเมืองในต่างประเทศที่เมื่อมีเรื่องชวนสงสัยเกี่ยวกับ คุณธรรมและจริยธรรมก็จะแสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากตำแหน่งทันที เพราะมีความละลายใจและเห็นว่า ตนเองขาดความชอบธรรมที่จะอยู่ใน ตำแหน่งต่อไป โดยเฉพาะตำแหน่งสูงสุดของคณะรัฐบาล ก็ย่อมต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้นหลายเท่าตัว นักการเมืองไทยก็ไม่น่าจะมีระดับจริยธรรมด้อยกว่านักการเมืองในต่างประเทศ ด้วยการดื้อด้านอยู่ในตำแหน่ง เมื่อตนเองขาดความชอบธรรมไปแล้ว

ในฐานะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจแท้จริงจากพระบรมราชโองการฯ คุณสมัครฯ ควรจะเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ มากกว่าผลประโยชน์ของตนเอง และพรรคพวก หรือทำตามคำสั่งของใครที่อยู่นอกเหนือพระบรมราชโองการฯ ท่านควรพิสูจน์ตนเองว่า มิได้เป็นหุ่นเชิดของใคร ...ควรพิจารณาว่า คุณสมัครฯ ได้เสียโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองไปแล้วหรือไม่

ดังนั้น นายสมัคร สุนทรเวชและ และคณะรัฐมนตรี จะไม่พิจารณาตนเองบ้างเลยหรือว่า ท่านมีความชอบธรรม ที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ อย่ามัวอ้างต่อไปอีกเลยว่า พวกตนมาจากการเลือกตั้ง เพราะพวกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่า ท่านได้รับการเลือกตั้งมาด้วยความบริสุทธิยุติธรรมมากน้อยเพียงใด.

ปทุมวัน ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑

________________________________________________________________________________________

สังคมเมืองสารขัณฑ์ สับสนอับจนคุณธรรม:

ผู้นำ ผู้ตามไร้วุฒิภาวะและสามัญสำนึก หรือไม่?

โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์

          ณ เมืองสารขัณฑ์....ประเทศหนึ่งในโลกอวตาร อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองไทย  

ในช่วง ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เมืองสารขัณฑฺ์ ประสบภาวะวิกฤติคุณธรรมผู้นำประเทศที่ชื่อ ดร.จตุรพักตร์ฯ ถูกประชาชนประท้วงขับไล่ ด้วยข้อหาโกงแผ่นดิน จาบจ้วงสถาบัน ฯลฯ และในที่สุดก็ถูกคณะทหารปฏิวัติ เมืองสารขัณฑ์ก็ได้รัฐบาลที่มากจากการปฏิวัติรัฐประหาร หนึ่งปีห้าเดือนผ่านไป เมื่อมีการเลือกตั้ง กลุ่มอำนาจเก่าของ ดร. จตุรพักตร์ ก็ได้อำนาจรัฐกลับมา เข้าบริหารประเทศ และดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ทว่า ผู้นำประเทศไม่ว่า จะเป็นผู้นำรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ หรือผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างก็ขาดวุฒิภาวะในการบริหารประเทศพอๆ กัน

ผู้สนับสนุนของรัฐบาล ส่วนใหญ่ ก็รู้สึกว่า อาจจะมีความบกพร่องในสามัญสำนึก แยกแยะไม่ออกระหว่างผิดหรือถูก ชั่วหรือดี ควรหรือไม่ควร ทำให้ประชาชนผิดหวัง เบื่อหน่าย แต่ต้องดิ้นรนเพื่อสลัด “ตัวดูด” ที่ไร้ต่อม คุณธรรม ให้หลุดออกไปจากการสูบเลือด ชาวเมืองสารขัณฑ์ อย่างน่าสลดไจ

          รัฐบาลที่มาจาการยึดอำนาจ ไม่ได้ทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีรัฐบาลที่มาจากการปฏิบัติ บริหารประเทศเฉื่อแฉะ แสดงถึงความไร้วุฒิภาวะ อาทิ

          -อ้างเหตุที่ต้องปฏิวัติว่า รัฐบาลของ ดร.จตุรพักตร์ฯ  กระทำการอันเป็นภัยต่อประเทศชาติ ๔ ประการ แต่หาได้ทำความจริงให้ ประจักษ์เพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างแต่อย่างใดไม่

          -นายกรัฐมนตรีฯ ออกตัวว่า เวลาที่มีความสุขที่สุดคือ เวลานอนหลับ หากย้อนเวลาได้ก็จะไม่รับตำแหน่งนายกฯ ผู้นำรัฐบาล ไม่ให้การสนับสนุน คตส. ที่ได้ขอความร่วมมือรัฐบาลเพื่อให้กำชับให้ข้าราขการประจำให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล เกียวกับการ ที่นักการเมืองกระทำการอันเป็นความเสียหายแก่รัฐ นายกรัฐมนตรีเร่งรีบให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ทราบดีว่า กลุ่มอำนาจเก่า จะต้องกลับ มาครองอำนาจและปกครองบ้านเมืองอย่างเดิม ท้ายสุด ก่อนพ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีก็พานักข่าวไปเที่ยว ที่พักบนเขาใหญ่ ที่กำลัง ถูกกล่าวหาว่า บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

          -หัวหน้า คมช. ก็ขาดวิสัยทัศน์ เลือกคนผิดขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงก็ไม่สามารถผลักดันให้การกอบกู้บ้านเมือง ให้สมเจตนารมณ์ของการยึดอำนาจ มิหนำซ้ำยังเนรคุณ กลุ่มทหารที่ช่วยยึดอำนาจ โดยอ้างว่า ตนเองกับทหารคนสนิท เป็นตนวางแผนและดำเนินการปฏิวัติเอง และเป็น “วีรบุรุษ” เพียงผู้เดียว ท้ายสุดก็กลับไปซุกอกผู้นำอำนาจเก่า เพิ่อให้ตนเองรอดพ้นจากการถูก “เชคบิล”

          -สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คมช. ก็แยกแยะไม่ออกว่า อะไรดีไม่ดี ลงมติออกเสียงผ่านกฎหมายหวยบนดิน ออกมาปลอกลอกประชาชนที่หวังรวยทางลัด ในช่วงสองปีของรัฐบาลจตุรพักตร์ หวยบนดินมีรายได้มากกว่า 134,000 ล้านบาท บางส่วน ก็เป็น “เงินบาป” นำไปให้ทุนการศึกษาและมีนักเรียนทุนฆ่าตัวตายในต่างประเทศ บางส่วน ดร. จตุรพักตร์และพรรคพวกก็นำไปใช้อิลุ่ยฉุยแฉกประหนึ่งเป็นเงินของคนเอง

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประกอบด้วยกลุ่มอำนาจเก่าและกลุ่มพรรคการเมืองขนาดกลางขนาดเล็กบางพรรค พรรคการเมืองเหล่านี้ บางพรรคก็ตระบัดสัตย์ กลืนคำพูดตนเอง เพียงเพื่อจะได้เข้าไปร่วมอำนาจ และได้รับส่วนแบ่งแห่ง อำนาจและเงินตรา โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ผู้นำรัฐบาลชุดนี้ ได้แสดงถึงภาวะไร้วุฒิภาวะหลายประการ อาทิ

-หัวหน้ารัฐบาล ยินยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลแต่งตั้งนักการเมืองที่มีมลทิน มีคดีติดตัว หรือขาดความรู้และประสบการณ์ เข้ามารัฐมนตรี ถึงกับออกปากยอมรับว่า “ขี้เหร่” แต่ก็ยอมให้อำนาจอสูรเข้าสิง กระทำการอันเป็นการดูถูกประชาชน และขาดความเป็นตัวของตัวเอง

-รัฐมนตรีหลายตนกระทำตนประหนึ่งทรยศต่อประชาชน กินเงินเดือนจากภาษีอากร แต่เบียดเบียนเวลาราชการ ไปรับคนที่ถูกหมายของศาลถึงสนามบิน รัฐมนตรีบางคนเห็นแก่ประโยชน์ของนายทุน โดยปรับเปลี่ยน โยกย้ายข้าราชการตงฉิน แทรกแทรงกระบวนการยุติธรรมเพื่อฟอกตัวนักการเมืองในอำนาจเก่าบางตนที่กำลังถูกกล่าวหาว่า ทำผิด โกงชาติ โกงแผ่นดิน

ส่วนผู้ตามคือประชาชน บางส่วนก็ดูเหมือนจะพร่องสามัญสำนึก แยกแยะไม่ออกระหว่างผิดหรือถูก ชั่วหรือดี ควรหรือไม่ควร ยังคงเห็นคนโกงชาติโกงแผ่นดินเป็นคนดีเพียงเพราะเห็นแก่ประโยชน์แค่น้อยนิดที่นักการเมืองหยิบยื่นให้

กลุ่มนี้แยกไม่ออกว่า อะไรดีอะไรชั่ว คำว่า “สมานฉันท์” เป็นคำที่คนกลุ่มนี้ ใช้เป็นข้อเรียกร้องหรือข้ออ้างเพื่อให้ฝ่าย ต่อต้านระบอบจตุรพักตร์ กับ ฝ่ายที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีเมืองสารขันธ์หันหน้ามาดีกัน ...แยกไม่ออกว่า อะไรถูกอะไรผิด พวกเขาเห็นว่า โกงก็ไม่เป็นไร เพียงขอให้ดูแลประชาชนก็พอแล้ว ดังนั้น ชาวสารขัณฑ์กลุ่มนี้ จึงโหยหาผู้นำคนเดิมคือ ดร.จตุรพักตร์ และลิงโลดในเมื่อพรรคพลังสารขัณฑ์ ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทิ้งห่างพรรคคู่แข่ง จนทำให้ ดร.จตุรพักตร์ฯ ไว้วางใจเดินทาง กลับคืนเมืองสารขัณฑ์

บางส่วนของกลุ่มนี้ รวมตัวเป็นกลุ่มปกป้องดร.จตุรพักตร์ บุกไปประท้วงถึงบ้านพักรัฐบุรุษ โดยไม่คำนึงว่า การกระทำของพวกตน สมควรหรือไม่

ความสับสนอับจนคุณธรรม โดยผู้นำไร้วุฒิภาวะ และผู้ตามไร้สามัญสำนึกนี้ เป็นวิกฤติการณ์ ที่อาจนำไปสู่กลียุค ได้อย่างไม่คาดฝัน เมืองไทยควรนำรายกรณีของเมืองสารขัณฑ์เพื่อหาทางมิให้เกิดปรากฎการณ์เดี๋ยวกัน และจะกลายเป็นแผลเป็นในประวัติศาสตร์ไทยอย่างน่าอดสูใจยิ่ง.

ปทุมวัน ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๑

________________________________________________________________________________________

 คุณธรรมจริยธรรมนักการเมือง: เงื่อนไขความสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง

เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๐ เวลา ๑๑.๐๕ น. ผู้เขียนได้รับเชิญไปออกรายการวิทยุโทรทัศน์ “การเมือง-ความหวังของประเทศไทย” ณ สถานีโทรทัศน์ ช่อง ๙ ของอสมท. ดำเนินรายการโดยอาจารย์สุวิช สุทธิประภา ในประเด็นที่เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมือง มีสาระสำคัญที่ใคร่ขอสรุปมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบประเด็น (อ่านต่อโปรดคลิก)

________________________________________________________________________________________

มติหวยบนดิน: ตราบุญหรือตราบาปของรัฐสภา?

          มูลสัตว์ไม่ว่าจะแห้งหรือเปียก ไม่ว่า จะอยู่ใต้ถุนบ้านหรืออยู่บนบ้าน อยู่ใต้ดินหรืออยู่บนดิน ก็ยังคงเป็นมูลสัตว์อยู่ดี จะกลายเป็นเม็ดเงินหรือเม็ดทองสิ่งของมีค่าไม่ได้ฉันใด หวยใต้ดินซึ่งเป็น อบายมุข เป็นอกุศล แม้จะนำมาไว้บนดินก็ยังเป็นอบายมุข คือปากทางสู่นรกหรือความฉิบหายอยู่ดี จะกลับกลายเป็นสิ่งดีหรือเป็นกุศลไม่ได้ฉันนั้น (อ่านต่อโปรดคลิก)

________________________________________________________________________________________

นิทานการเมือง: โรคระบาด ป่าไม้ ฝูงลิง และเจ้าป่า (โปรดคลิ้ก) (Political Tale: Epidemics, Trees, Apes, and Jungle Lords" by Prof. Dr. Chaiyong Brahmawong)

 พระโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ: จากพระวิษณุ สู่พระรามพุทธเจ้า ตรัสรู้หลังพระพุทธศรีอารยเมตไตรย ("Jatukam Rama Bhodhisatawa: From Lord Khrishna to Become God Rama Buddha Getting Enlightenment after God Sri Ariyametraya Buddha" by Professor Dr. Chaiyong Brahmawong)

________________________________________________________________________________________

________________________________________________________________________________________

 

 


 รับพระราชทานปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฺฑิต กรกฎาคม ๒๕๐๙

 

 

 

 

 

 

พระบารมีปกเกล้า--ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ส่งเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จพระราชทานปริญญาแก่บัณฑิต รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ประจำปีการศึกษา  ๒๕๒๔-๒๕

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชวโรกาสให้พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ถ่ายภาพร่วมกับนายกสภามหาวิทยาลัย (ศ.ดร.เกษม สุวรรณกุล) อธิการบดี (รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร) และรองอธิการบดี (ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ซ้ายสุด) เนื่องในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมใหม่ สวนอัมพร มกราคม ๒๕๔๕

วิสัยทัศน์

ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์

ศาสตราจารย์ ระดับ ๑๑

นึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเป็นผู้พัฒนาระบบการสอนทางไกล "แผนมสธ." (อ่านรายละเอียด)

อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

(โปรดคลิ้ก)

ข่าวความเคลื่อนไหว

ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ประธานฝ่ายดำเนินการ วิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เนต  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม ชาวเอเชียเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม(Asian Society for Environmental Protection-ASEP) เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๐ ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร  สมาคมชาวเอเชียเพื่อพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นสมาคมระดับนานาชาติที่ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยจะดำรงตำแหน่ง ๔ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐-๕๔

Professor Dr.Chaiyong Brahmawong, Chief Operating Officer of College of Internet Distance Education, Assumption University of Thailand, was elected the President of Asian Society for Environmental Protection (ASEP) on August 27, 2007 at Siam City Hotel in Bangkok. ASEP is an international organization for the protection and promotion of environment founded in 1983 by Dr. Guenter Tharun and colleages.

 

 

   

งานฉลอง ๘ รอบ (อายุ ๙๖ ปี) ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์ฯ คณบดีผู้ก่อตั้งคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต (๔ ตุลาคม ๒๕๔๙)